Thermage ต้องทํากี่ช็อต

เทอร์มาจ (Thermage) เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยแก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อย สามารถปรับกรอบหน้าให้ได้รูปชัดเจน ลดไขมันสะสม สลายไขมันส่วนเกิน ทำให้ผิวเรียบเนียน กระชับรูขุมขน ลดเลือนริ้วรอย และยังช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมาดูสุขภาพดีได้อีกครั้ง

ซึ่งจุดเด่นในการรักษาด้วยวิธีการนี้ ก็คือ การยกกระชับผิวโดยการใช้พลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง (Radio Frequency หรือ RF)

ทำความรู้จักคลื่น RF (Radio Frequency) 

ในปัจจุบันได้มีการนำคลื่น RF มาใช้ทางการแพทย์กันอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็น การรักษาโรคทางผิวหนังและด้านความงาม ซึ่งมีหลักการการทำงานโดยจะปล่อยคลื่นความถี่วิทยุแบบขั้วเดียว (Monopolar Radio Frequency) ลงสู่ชั้นใต้ผิวหนังที่มีความถี่ 0.3-0.5 MHz จากนั้นจะเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานความร้อนประมาณ 45 องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิที่ปลอดภัยต่อการใช้กับผิวหนัง ส่งผลต่อผิวหนังทั้ง 3 ระดับ ได้แก่

  1. ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ทำให้เซลล์หนังกำพร้าเก่าหลุดลอกออก และยังไปกระตุ้นให้การแบ่งตัวของเซลล์เกิดเพิ่มขึ้น ผิวจึงมีความเรียบเนียน รูขุมขนเล็กลง ริ้วรอยและร่องลึกต่าง ๆ ดูตื้นขึ้น
  2. ชั้นหนังแท้ (Dermis) จะไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (Collagen) ให้เพิ่มขึ้น โดยผิวหนังบริเวณกรอบหน้า ใต้คาง ลำคอ ค่อย ๆ เต่งตึงและกระชับขึ้น
  3. ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous fat) เป็นส่วนลึกที่สุดที่คลื่นจะสามารถส่งพลังงานเข้าไปได้ จะไปลดขนาดของไขมันสะสมและยังช่วยสลายไขมันส่วนเกิน

ใครบ้างที่เหมาะกับการทำ Thermage 

  1. ผู้ที่อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหาผิวหย่อนคล้อยและมีริ้วรอย ในบริเวณหน้าผาก หางตา หางคิ้ว ร่องแก้ม ใต้คาง ลำคอ มือ ต้นแขน สะโพก และต้นขา
  2. ผู้ที่อายุน้อยกว่า 40 ปี ต้องการยกกระชับผิว ผิวที่เรียบเนียน และปรับรูปหน้าให้เรียว โดยไม่ต้องการทำศัลยกรรมหรือผ่าตัดดึงหน้า
  3. ผู้ที่ผ่านการคลอดบุตร มีผิวบริเวณหน้าท้องเหี่ยวย่น
  4. ผู้ที่น้ำหนักตัวมาก ต้องการกำจัดเซลลูไลท์

ข้อดีของการทำ Thermage

  1. Thermage เป็นเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูง เพราะผ่านการรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) การรักษาจึงไม่ส่งผลข้างเคียงในระยะยาว
  2. เครื่อง Thermage สามารถปรับค่าพลังงานให้เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละคน และยังส่งพลังงานลงสู่ชั้นใตผิวหนังได้อย่างเสถียรและสม่ำเสมอ
  3. สามารถทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยไม่ต้องพักฟื้นและไม่พบบาดแผลหลังทำ
  4. จะเห็นผลลัพธ์ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ Thermage
  5. การรักษาหนึ่งครั้ง จะคงสภาพอยู่ได้นานประมาณ 1-2 ปี
  6. สามารถกลับมาทำซ้ำได้ตามต้องการ
  7. ทำการรักษาด้วย Hifu ฉีดฺ Botox หรือร้อยไหม ควบคู่ได้

ข้อเสียของการทำ Thermage

  1. ขณะทำการรักษาจะรู้สึกอุ่นหรือร้อนบนผิวเล็กน้อย
  2. อาจมีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้บ้างเล็กน้อย เช่น อาการเมื่อยตึง อาการแดง อาการบวม หรือบางรายที่มีผิวค่อนข้างบอบบาง อาจเกิดอาการผิวไหม้และผิวมีตุ่มน้ำพองขึ้นได้
  3. มีค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูง

ขั้นตอนของการทำ Thermage

  1. ปรึกษาแพทย์เพื่อการวางแนวทางในการรักษา
  2. จะทำความสะอาดผิว ทายาชาบริเวณที่ต้องการรักษาทิ้งไว้ประมาณ 30-40 นาที และเช็ดยาชาออก
  3. จากนั้นแพทย์จะวางหัว Thermage แนบชิดกับผิว โดยจะส่งคลื่นพลังงานผ่านเข้าไปสู่ชั้นใต้ผิวหนังด้วยการใช้ระบบสั่น ขณะทำจะมีการให้ความเย็นอยู่เป็นระยะ เพื่อลดอุณหภูมิความร้อนและอาการบาดเจ็บ ซึ่งใช้เวลาทำประมาณ 1 ชั่วโมง
  4. เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการรักษา จะทำความสะอาดผิวอีกครั้ง

ผลลัพธ์หลังทำ Thermage

ผลที่เกิดได้จากการรักษา จะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

  1. ระยะแรก จะสามารถเห็นผลของการยกกระชับได้หลังทำทันที ประมาณ 20-30 % เนื่องจากการส่งคลื่นพลังงานเข้าไปทำให้คอลลาเจนเกิดการหดตัวและจะมีการจัดเรียงตัวใหม่
  2. ระยะที่สอง หลังทำประมาณ 3 เดือน จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังว่ามีความกระชับ ริ้วรอยต่าง ๆ ดูตื้นขึ้น และผิวดูเรียบเนียนขึ้น
  3. ระยะที่สาม ตั้งแต่เดือนที่ 6 เป็นต้นไป ชั้นใต้ผิวหนังจะมีการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้สภาพผิวของเรานั้นดูแข็งแรงและอ่อนเยาว์ขึ้น

ประสิทธิภาพของการทำ Thermage 

การรักษาแต่ละครั้ง จะสามารถคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี หรือผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยมาก ๆ อาจจะอยู่ได้นานน้อยกว่า ซึ่งผลลัพธ์การรักษาจะขึ้นอยู่กับปัจจัยของอายุ สภาพผิว และการดูแลตนเองของแต่ละคน

การดูแลตนเองก่อนทำ Thermage

ควรดูแลสุขภาพผิวและร่างกายให้พร้อมก่อนการรักษา เพราะจะช่วยเอื้อต่อการเสริมสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นใต้ผิวหนัง

  1. ไม่ควรรับประทานยาที่ทำให้เลือดออกง่าย เช่น วิตามินอี
  2. ไม่ควรสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน เพราะสารที่อยู่ในผลิตภัณฑ์จะไปทำให้ผิวหนังเกิดการเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้น
  3. ควรบำรุงผิวเป็นประจำ ได้แก่ การทาครีมและโลชั่น
  4. สามารถมาส์กหรือทำทรีทเม้นท์ผิวเสริมการบำรุงได้
  5. เน้นการรับประทานอาหารที่ช่วยเสริมสร้างการทำงานของกล้ามเนื้อและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล ผักโขม คะน้า อะโวคาโด มะเขือเทศ ส้ม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ และอัลมอนด์
  6. ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และพยายามหลีกเลี่ยงความเครียดต่าง ๆ

การดูแลหลังทำ Thermage

  1. ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด พร้อมกับการดูแลสภาพผิวหลังทำการรักษา เพื่อจะช่วยยืดอายุและทำให้ผลลัพธ์เกิดประสิทธิภาพได้สูงสุด หรือถ้าหากมีอาการต่าง ๆ เกิดขึ้น แนะนำให้รักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยทันที
  2. หลังการรักษาวันแรก ควรทำความสะอาดผิวด้วยน้ำเปล่า
  3. งดการขัด นวด หรือถูหน้าแรง ๆ ในสัปดาห์แรก เพื่อลดการบาดเจ็บและรอยช้ำ
  4. งดการทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความร้อนกับผิวหนัง ได้แก่ การอบผิว ซาวด์น่า
  5. หลีกเลี่ยงมลภาวะและแสงแดด และควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป เป็นประจำ
  6. งดใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด
  7. สามารถรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพิ่มจากการรับประทานอาหารได้ เช่น คอลลาเจน วิตามินซี
  8. สามารถรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล เพื่อบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นหลังทำได้
  9. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุง ทำความสะอาด หรือเครื่องสำอาง ที่มีส่วนผสมอ่อนโยนต่อผิวหนัง ควรงดใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มของไวท์เทนนิ่งที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว
  10. งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
  11. ควรดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 5 ลิตร เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิวหนัง

ข้อควรระวังในการทำ Thermage 

การรักษาจะไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้ เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายขณะทำและหลังทำได้

  1. ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  2. ผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
  3. ผู้ที่มีบาดแผลเปิดหรือกำลังเป็นสิวอักเสบ
  4. ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระดูก เลือด และระบบประสาท
  5. ผู้ที่มีอุปกรณ์เกี่ยวกับเทียมชนิดโลหะฝังอยู่ในร่างกาย
  6. ผู้ที่เป็นโรคหัวใจและโรคเบาหวาน
  7. ผู้ที่เป็นโรคภูมิคุ้นกันบกพร่องและโรคทางผิวหนังชนิดร้ายแรง
  8. ผู้ที่เป็นติดเชื้อไวรัส เช่น งูสวัดหรือเริม

Thermage ต้องทำกี่ช็อต

จำนวนช็อตที่ใช้ในการรักษาแต่ละบริเวณ

  1. 400 ช็อต จะเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยและไขมันสะสมไม่เยอะมาก ได้แก่ บริเวณรอบดวงตา แก้ม ใต้คาง และกรอบหน้า ทำให้ผิวดูกระชับและแน่นขึ้น
  2. 600 ช็อต จะเหมาะกับผู้ที่มีอายุมาก มีปัญหาความหย่อนคล้อยและริ้วรอยมาก ได้แก่ บริเวณใบหน้า ร่องแก้ม ใต้คาง และลำคอ ทำให้ริ้วรอยและร่องต่าง ๆ ดูตื้นขึ้น
  3. 1,200 ช็อต จะเหมาะกับผู้ที่ความเหี่ยวย่นและเซลลูไลท์ในบริเวณต้นแขน หน้าท้อง สะโพก และต้นขา

ค่าใช้จ่ายในการทำ Thermage

มีค่าใช้จ่ายประมาณ 30,000-100,000 บาท จะขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต้องการรักษาและจำนวนช็อตที่ใช้ เช่น ถ้าทำ 400 ช็อต ราคาประมาณ 30,000, 600 ช็อต ราคา 60,000 บาท หรือ 1,200 ช็อต ราคา 100,000 บาท