Hifu VS ร้อยไหม นั้นแตกต่างกันอย่างไร

สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ขาดความมั่นใจหรือมีความกังวลในผิวหน้า อาจต้องพึ่งวิธีในการยกกระชับผิวหน้าให้กลับมาดูอ่อนเยาว์ได้อีกครั้ง ซึ่งในปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีและเทคนิคต่าง ๆ มากมายที่จะตอบโจทย์แต่ละท่านได้ โดยเทคนิคที่จะมาทำความรู้จักกัน ก็คือ เทคนิคการยกกระชับใบหน้าด้วยการทำ Hifu และการร้อยไหม ซึ่งสองเทคนิคนี้มีขั้นตอนการรักษาที่แตกต่างกัน หากว่าต้องการความรวดเร็วและเจ็บตัวน้อย แนะนำให้ทำ Hifu โดยหลังทำไม่ต้องเสียเวลาในการพักฟื้นที่นาน สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เทคนิคการยกกระชับใบหน้าแบบนี้จึงน่าสนใจมาก ๆ แต่การร้อยไหมเองก็สามารถเห็นผลหลังทำได้ทันที แต่ในระหว่างและหลังการรักษาในบางรายอาจมีอาการเจ็บนิดหน่อย (ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล) เรามาดูความแตกต่างของทั้งสองเทคนิคกันเลย

Hifu

คือ เทคโนโลยีด้วยการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์พลังงานสูง (High intensity focus ultrasound) ลงสู่ผิวชั้น SMAS ประมาณ 4.5 มิลลิเมตร จะทำให้ผิวหนังชั้น Supercial musculoaponeurotic system (SMAS) นั้นหดตัวยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย เหมาะสำหรับคนที่กลัวการใช้เข็มหรืออาการเจ็บต่าง ๆ สามารถเห็นผลได้หลังทำทันทีประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ และเห็นผลชัดเจนภายในระยะ 1 – 2 เดือน การรักษาจะอยู่ได้นาน ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี แต่ความเห็นผลทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเครื่อง Hifu ที่ใช้ จำนวน Shot และความชำนาญของแพทย์ด้วย
ร้อยไหม คือ การยกกระชับหรือการปรับรูปหน้าด้วยการใช้เทคนิคพิเศษ จึงเหมาะกับคนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก ๆ ซึ่งแพทย์จะทำการฉีดยาชาให้ก่อนเพื่อระงับอาการเจ็บปวด จากนั้นทำการร้อยไหมเข้าไปยังเนื้อเยื้อใต้ชั้นผิวหนัง โดยจะเย็บร้อยไหมตามโครงหน้าของผู้รับบริการเป็นแนวตาข่าย เพื่อยึดให้ผิวหนังเกิดการตึงขึ้น เส้นไหมที่เย็บจะมีการสลายตัวภายในระยะเวลา 6 เดือน จะมีแผลเล็ก ๆ จากทางเข้าของเส้นไหม หลังเสร็จขั้นตอนการรักษาอาจมีอาการบวมเล็กน้อยตามแนวเข็ม อาการต่าง ๆ จะกลับเข้าปกติในระยะเวลา 1 สัปดาห์ ซึ่งเห็นเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหลังทำประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ อยู่นานประมาณ 1 – 2 ปีขึ้นกับชนิดของไหมด้วย

เหมาะกับใครบ้าง

Hifu : เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อยไม่มาก หน้าฝากมีริ้วรอย หางคิ้วหรือหางตาตก แก้มหรือคางห้อย กรอบหน้าไม่ชัด ต้องการมีใบหน้าเรียบเนียน  กระจ่างใส กรอบหน้าชัด จึงเหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบการยกกระชับด้วยผ่าตัดและศัลยกรรม

ร้อยไหม : เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อยมาก ๆ หน้าบาน กรอบหน้าไม่ชัด

ข้อดี

Hifu :

  • จะปล่อยคลื่นอัลตราซาวด์พลังงานความร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสมลงสู่ชั้นผิวหนังบนใบหน้า ช่วยยกกระชับและผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น
  • ไม่ทำให้เกิดอาการบวม รอยแดง รอยไหม้ หรือบาดแผล
  • ไม่ต้องใช้เข็มฉีดยา
  • ใช้ระยะเวลาในการรักษาประมาณ 1 ชั่วโมง
  • ไม่ต้องพักฟื้น
  • สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เช่น การบำรุงผิวหน้า การแต่งหน้า

ร้อยไหม :

  • การร้อยไหมบริเวณใต้พื้นผิว ซึ่งจะมีการอักเสบทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่และมีการกระตุ้นการทำงานของการสร้างคอลลาเจน รวมไปถึงการกระตุ้นการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตให้ทำงานได้ดีขึ้น
  • เห็นผลลัพธ์ของการยกกระชับและช่วยลดเลือนริ้วรอยได้ชัดเจนทันที แต่จะเห็นผลได้ชัดเจนขึ้นในอีกประมาณ 1 – 3 เดือน จะช่วยเก็บกรอบหน้า (เห็น Law-line ชัด) ทำให้หน้าได้รูปวีเซฟ (V-Shape) มากขึ้น
  • ไม่ใช่การผ่าตัดหรือศัลยกรรม ไม่มีแผลขนาดใหญ่มีเพียงรอยมีดกรีดเล็ก ๆ หรือบางแบบอาจมีแค่รอยเจาะของเข็มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
  • ไหมที่ใช้จะเป็นไหมละลาย ซึ่งมีความปลอดภัยและสลายได้เอง 100 เปอร์เซ็นต์ ไหมแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด คือ ไหม DD มีขนาดที่เล็กและสั้น อยู่ได้นาน 6 – 12 เดือน 2.ไหมก้างปลา มีเหงี่ยงคล้ายก้างปลา อยู่ได้นาน 8 – 12 เดือน และ 3.ไหมล็อค มีขนาดใหญาและยาวกว่าไหมก้างปลา ราคาสูงกว่า สลายได้ อยู่ได้นาน 1 – 2 ปี
  • หลังจากการทำไม่ต้องพักฟื้นนาน หรือหากมีรอยเล็กน้อยก็จะใช้เวลาพักฟื้นน้อยมาก ๆ

ข้อเสีย

Hifu :

  • มีอาการข้างเคียงของการระบม ซึ่งทำให้บริเวณผิวหน้าเกิดความตึงหรือเมื่อยเล็กน้อย ซึ่งอาการจะค่อย ๆ หายไปประมาณ 3 – 7 วัน
  • อาการเสียวฟัน เพราะการปล่อยพลังงานคลื่นอันตร้าซาวด์ อาจทำให้เกิดอาการเสียวในบริเวณที่อุดฟันหรือผ่านการรักษารากฟันมา
  • การใช้เครื่องเกรดต่ำ จะส่งผลให้พลังงานคลื่นที่ใช้ไม่คงที่ บาง shot แรงมากหรือเบามากเกินไป แพทย์จะไม่ใช้พลังงานสูงมากนัก เพราะ shot ที่แรงเกินไปจะทำให้ผิวหน้าไหม้ได้ อาจโดนเส้นประสาทบินใบหน้าจนทำให้หน้าเบี้ยวได้เลย

ร้อยไหม :

  • ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนตามแกนของไหมที่ร้อย ดังนั้นคอลลาเจนจะเกิดแค่ตามแนวไหมเท่านั้น จะไม่ได้กับทุก ๆ เซลล์ผิวเหมือนเครื่องมือยกกระชับ
  • มีผลข้างเคียงจากการรักษาเล็กน้อย เช่น อาการตึง บวม แดง ช้ำ ตามบริเวณที่ร้อยไหม จะหายไปประมาณ 4 – 10 วัน
  • อาจมีไหมโผล่ออกมา ห้ามดึงออกเอง ให้แพทย์เป็นผู้ตัดออกให้เท่านั้น
  • อาจเกิดรอยบุ๋ม เพราะไหมจะยึดเกาะกับผิว จะหายไปประมาณ 1 เดือน
  • อาจเกิดผิวไม่เนียนเรียบ ร้อยบางไป ขึ้นอยู่กับเทคนิคของแพทย์แต่ละท่าน
  • ไหมที่ร้อยต้องมีประสิทธิภาพดี ไม่ขาด เปราะง่าย เพราะทำให้แรงในการยกกระชับน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น
  • หากขั้นตอนการร้อยไหมไม่สะอาด ก็อาจะส่งผลให้ติดเชื้อได้
  • การร้อยไหมนั้นไม่เหมาะกับคนที่มีใบหน้าตอบ เพราะจะทำให้ดูผอมจนเกินไป

ข้อปฏิบัติก่อนและหลังทำ

Hifu :

ก่อนทำ

  • งดวิตามินและยา กลุ่มที่ทำให้เลือดออกง่าย เช่น วิตามินอี แปะก๊วย ก่อนสัก 5 – 7 วัน
  • ควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ

หลังทำ

  • สามารถทาครีมบำรุงได้ตามปกติ แนะนำให้ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ เพื่อป้องกันผิวจากแสงแดด
  • หากรู้สึกปวดหรือตึงมาก สามารถทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการได้
  • งดนวดหรือถูหน้าแรง ๆ ในช่วง 1 สัปดาห์แรก
  • หลีกเลี่ยงแสงแดด 1 – 2 สัปดาห์ เพื่อให้ฟื้นฟูคอลลาเจนใต้ผิว
  • งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะไปทำลายการสร้างคอลลาเจนชั้นใต้ผิวหนัง
  • หากมีอาการตึงหรือเมื่อยผิว สามารถทานยาแก้ปวดได้
  • ดื่มน้ำที่มีฤทธิ์เป็นด่าง เช่น น้ำแร่ต่าง ๆ ให้ได้ประมาณ 5 – 2 ลิตรต่อวัน

ร้อยไหม :

ก่อนทำ

  • งดทานยาและอาหารเสริมอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ยาในกลุ่ม แอสไพริน (Aspirin) ไอบิวโพรเฟน (Ibuprofen) ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือวิตามินอี
  • แจ้งอาการแพ้ยา และโรคประจำตัวกับแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ
  • งดสูบบุหรี่ก่อนทำอย่างน้อย 1 สัปดาห์

หลังทำ

  • งดล้างหน้าหลังทำ 3 ชั่วโมง
  • งดแต่งหน้า 1 – 2 วัน เพื่อป้องการการอักเสบและติดเชื้อ
  • งดนวดหน้าหรือขัดผิวในบริเวณที่ร้อยไหม
  • ห้ามเลเซอร์ 2 – 4 สัปดาห์
  • งดออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงเยอะ
  • งดอาหารมักดอง – ดื่มแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการใช้สารที่มีส่วนผสมของ BHA AHA และ Retinoid
  • หลีกเลี่ยงไปในที่มีแสงแดดจัด
  • งดการนอนคว่ำ เพราะอาจกดทับแผลได้ ควรนอนตะแคงหรือนอนหงาย
  • แนะนำให้ประคบเย็นใน1 – 2 วันแรก และอาจทานยาป้องกันการอักเสบเป็นเวลา 3 – 5 วัน

ข้อแนะนำในการทำเพิ่มเติม

  1. ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้ารับการรักษา เพื่อประเมินใบหน้าและสภาพผิว
  2. ทราบข้อมูลต่าง ๆ เบื้องต้น เช่น การทำ Hifu ทำที่บริเวณไหน ใช้จำนวน Shot ประมาณเท่าใด หรือการร้อยไหม ควรทราบว่าใช้ไหมชนิดไหน จำนวนไหมที่ใช้ คุณภาพของไหม และระยะเวลาในการรักษา ระยะเวลาพักฟื้น ผลค้างเคียงหลังการทำ การดูแลตนเองหลังทำเป็นอย่างไร
  3. เครื่องมือ ราคาที่เหมาะสม เพราะราคาถูกจนเกินไปอาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่คุณภาพไม่ดี
  4. คลินิก สถานพยาบาล มีความหน้าเชื่อถือ และแพทย์ควรเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ