Hifu นั้นมีคุณสมบัติและการทำงานอย่างไร?

ปัจจุบันหลาย ๆ ท่านที่มีอายุเพิ่มขึ้น มักประสบปัญหาและมีความกังวลเกี่ยวกับความหย่อนคล้อย ริ้วรอยที่ปรากฏบนใบหน้า โดยอาจแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ เพื่อรักษาและดูแลผิวหน้า อาทิเช่น เซรั่ม ครีมบำรุง ซึ่งทำได้เพียงกระตุ้นผิวหนังชั้นนอก (Epidermis) จึงไม่สามารถบำรุงลึกถึงเซลล์ผิวชั้นในได้ อาจต้องใช้ระยะเวลารักษาที่ค่อนข้างนานถึงจะเห็นผล ดังนั้นการมองหาวิธีในการยกกระชับผิวหน้าที่สะดวกและเห็นผลได้เร็วขึ้นอย่าง การร้อยไหม ฉีดโบโบท็อกซ์ หรือฟิลเลอร์ จึงเป็นทางเลือกที่ดีอีกวิธี แต่วิธีเหล่านี้ก็มักมีผลข้างเคียงตามมาไม่ว่าจะเป็นอาการบวม รอยช้ำ รอยแดง หรือเจ็บบริเวณที่รักษา หากต้องการหลีกเลี่ยงอาการดังกล่าว จึงขอแนะนำเทคโนโลยีในการยกกระชับผิวหน้าอย่าง “Hifu” ซึ่งจะทำให้ผิวกลับมาอ่อนเยาว์ได้อีกครั้ง

Hifu (ไฮฟู) ย่อมาจาก High intensity focus ultrasound เป็นเทคโนโลยีการยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย ซึ่งสามารถทำให้คุณหมดความกังวลในเรื่องของอาการเจ็บต่าง ๆ ที่อาจพบได้หลังจากการทำ การทำ Hifu จึงเหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในวัย 30 – 35 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีปัญหาบนผิวหน้าที่หย่อนคล้อย มีริ้วรอย มีชั้นไขมันส่วนเกินบริเวณใต้คางและแก้ม และผู้ที่กลัวการใช้เข็มในการฉีดยา การศัลยกรรม

โดยการทำงานของ Hifu จะปล่อยคลื่นอัลตราซาวด์พลังงานความร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสมกับผิวหน้าของแต่ละบุคคลลงสู่ผิวชั้น SMAS หรือ Supercial musculoaponeurotic system ความลึกประมาณ 4.5 มิลลิเมตร พลังงานคลื่นจะทำให้เส้นใยคอลลาเจนนั้นหดกลับ ใช้ค่าพลังงานเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60 องศาเซลเซียส ความร้อนจะไม่ส่งผลกระทบต่อชั้นผิวด้านบน จึงไม่ทำให้เกิดการไหม้ โดยกระตุ้นไฟโบรบลาสเซลล์ให้ผลิตเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินเพิ่ม เส้นใยคอลลาเจนในชั้นใต้ผิวหนังจะจัดเรียงตัวใหม่ ทำให้ผิวยืดหยุ่น เต่งตึง รวมทั้งยังช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าหรือเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ทำให้ผิวมีสุขภาพดี สดใส เปล่งปลั่ง การทำ Hifu ที่เหมาะสมนั้นสามารถซ้ำได้ทุกช่วง 1 – 3 เดือน (จำนวน 1 – 3 ครั้งต่อปี) กระตุ้นเฉลี่ยครั้งละ 1 – 2 ครั้ง ช่วยให้ระยะการรักษาอยู่ได้นาน ขึ้นอยู่กับลักษณะผิวและบริเวณที่ทำของแต่ละตัวบุคคล มีผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป เช่น อาการบวมเล็กน้อยประมาณ 3 – 5 เปอร์เซ็นต์ จะหายเองได้

Hifu นั้นมีคุณสมบัติอย่างไร

  1. เครื่อง Hifu ต้องได้มาตรฐาน

ปัจจุบันเครื่อง Hifu มีรูปแบบหลากหลายและราคาที่แตกต่างกัน (ราคาถูกไปจนถึงราคาสูง) ขึ้นอยู่กับประเทศที่ผลิต โดยต้นกำเนิดของ Hifu เกิดจากประเทศเกาหลี ซึ่งในหลาย ๆ ประเทศก็ยังมีการผลิต – ส่งออกจำหน่าย เช่น เยอรมัน อิสราเอล เครื่องที่มีราคาถูกลงมา ส่วนใหญ่มักผลิตจากประเทศจีน หน้าตาจะคล้ายกับเครื่อง Ulthera ซึ่งบางเครื่องอาจไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์และใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน ทําให้พลังงานที่ปล่อยออกมาอาจเป็นอันตรายต่อผู้รับบริการ ดังนั้นเครื่องที่ดีควรมีมาตรฐานการผลิตเครื่องมือแพทย์จาก อย. FDA Thailand และ ISO รวมทั้งสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของเครื่องได้ เพื่อจะได้รับรองถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย

  1. จำนวน Shot ที่ใช้

เครื่อง Hifu แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ

  • แบบ Single Shot จะมีลักษณะเหมือนหัวปากกา จะส่งพลังงานออกมาเป็นจุด โดยการกด 1 ครั้ง จะออกมา 1 Shot
  • แบบ Line Shot จะมีลักษณะหัวเหลี่ยมใหญ่ จะส่งพลังงานออกมาเป็น “จุด หรือ Dot” โดยการกด 1 ครั้ง (12 – 25 จุด) นับเป็น 1 Shot จะได้จํานวนจุดเยอะและมีการปล่อยพลังงานเสถียรกว่า จึงมีประสิทธิภาพมากกว่าแบบ Single Shot การประเมินจำนวน Shot ของแต่ละบริเวณบนใบหน้านั้นสำคัญมาก เพื่อความแม่นยำและผลลัพธ์ที่ดีออกมา
  1. บริเวณหรือตำแหน่งที่ทำ Hifu บนผิวหน้า

การใช้หัวยิงให้เหมาะกับผิวหน้า ซึ่งแต่ละบริเวณอาจใช้หัวยิง จำนวน Shot แตกต่างกัน ดังนั้นควรสอบถามรายละเอียดให้ชัดเจนว่าต้องการทำบริเวณนี้ จำนวน Shot และราคานั้นเท่าใด ซึ่งบริเวณที่นิยมยกระชับก็คือ หน้าผากที่มีริ้วรอย ใต้ตาหย่อนคล้อย หางตาหรือหางคิ้วตก รอยลึกบนร่องแก้ม มุมปาก กรอบหน้าที่ไม่ชัดเจน ใต้คางและลำคอ

  1. การทำ Hifu โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ผู้ที่ทำ Hifu ควรเป็นแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น ก่อนทำต้องปรึกษาเพื่อวางแผนการรักษา พร้อมทั้งประเมินสภาพผิวหน้า แล้วกำหนดค่าพลังงานคลื่นที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล บางกรณีที่แย่ไปกว่านั้นเลยก็คืออาจไม่ได้ทำกับแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพ บางที่ได้มีการแอบอ้างหรือทำโดยพนักงานที่ไม่ได้เชี่ยวชาญโดยตรง จึงควรตรวจสอบให้มั่นใจก่อนทำว่าสถานพยาบาลนั้นถูกต้องและปลอดภัย

ข้อดีของ Hifu

  1. เจ็บน้อย ไม่มีการใช้เข็ม

การรักษาด้วยเทคนิค Hifu นั้น จะใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ที่มีพลังงานความร้อนในอุณหภูมิเหมาะสม ในการช่วยยกกระชับบริเวณผิวหน้าและช่วยสลายไขมันส่วนเกิน ขั้นตอนในการรักษาจะไม่มีการใช้เข็ม ความร้อนที่ใช้จะไม่ส่งผลค้างเคียงต่อชั้นผิวบนไปหน้า จึงไม่ทำให้เกิดอาการบวม รอยช้ำ รอยแดง รอยไหม้ หรือเจ็บบริเวณใบหน้า Hifu เป็นทางเลือกที่ดีและเหมาะสม

  1. มีสุขภาพผิวดี สดใส เปล่งปลั่งขึ้น

นอกจากจะช่วยยกกระชับผิวหน้าแล้ว การรักษาด้วย Hifu ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบการไหลเวียนโลหิตและระบบน้ำเหลืองให้ทำงานได้ดีขึ้น เพื่อช่วยให้ผิวดูสุภาพดี สดใส และเปล่งปลั่งขึ้น ลดเลือนริ้วรอย รอยหมองคล้ำ เพิ่มความกระจ่างใส รวมถึงยังมีผิวหน้าที่เรียบเนียน

  1. หน้าเรียว ไร้เหนียง

คนที่ขาดความมั่นใจบนใบหน้า หรือรู้สึกว่าตัวเองนั้นมีใบหน้าที่บาน บวม ใหญ่ หรือมีคางสองชั้นอยู่ละก็ การทำ Hifu นั้นให้คำตอบและผลลัพธ์ที่ดีกับคุณได้ในเรื่องของการกำจัดไขมันส่วนเกิน ด้วยการปรับและยกกระชับส่วนต่าง ๆ เช่น กรอบหน้าไม่ชัด ใต้คางที่หย่อนคล้อย ให้กลับมามั่นใจและดูดีขึ้นได้

  1. ไม่ต้องพักฟื้น เห็นผลทันทีหลังทำ

หลังจากเสร็จขั้นตอนการทำ Hifu แล้วนั้น ผู้รับบริการกลับบ้านได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาดผิวหน้า การแต่งหน้า ซึ่งจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงบนผิวหน้าได้ทันทีหลังทำ แนะนำให้บำรุงผิว ทาครีมกันแดด หรือดูแลผิวตามที่แพทย์แนะนำ

ข้อเสียของ Hifu

  1. อาการตึงหรือเมื่อยบริเวณที่ทำ หลังจากทำ Hifu อาจมีผลข้างเคียงทำให้บริเวณผิวหน้าในส่วนนั้นเกิดความตึงหรือเมื่อยเล็กน้อย ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อย ๆ หายไปจากนั้นประมาณ 1 – 2 วัน หากรู้สึกปวดมากสามารถทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ
  2. อาการเสียวฟัน การทำ Hifu จะปล่อยพลังงานคลื่นอันตร้าซาวต์ อาจทำให้เกิดอาการเสียวในบริเวณฟันได้ โดยเฉพาะจะเกิดกับผู้ที่เคยผ่านการรักษาฟันมา เช่น อุดฟัน รักษารากฟัน

ข้อควรระวัง

เมื่อทราบถึงข้อดีและข้อเสียของการทำ Hifu แล้ว ซึ่งข้อเสียที่พบก็ยังเป็นเรื่องที่ส่งผละกระทบต่อผู้รับบริการเพียงเล็กน้อย ไม่เกิดผลกระทบที่ร้านแรงจนเกินไป หากเปรียบเทียบกับวิธีการยกกระชับใบหน้าอื่น ๆ แล้ว การทำ Hifu ไม่ต้องเจ็บตัวหรือต้องพักฟื้นเป็นระยะเวลานาน ๆ จึงถือว่าเป็นวิธีที่ได้ผลลัพธ์ค่อนข้างดีที่สุดเลยก็ว่าได้

คำแนะนำเพิ่มเติมแก่ผู้ที่ต้องการรับการรักษาด้วย Hifu ในกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ ควรต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน เพื่อรับทราบถึงรายละเอียดว่าสามารถเข้ารับการรักษาได้หรือไม่ อาทิเช่น

  • ผู้ที่กำลังเป็นสิวอักเสบบนผิวหน้า เพราะต้องใช้พลังงานคลื่นที่มีอุณหภูมิความร้อน อาจส่งผลให้เกิดอาการอักเสบ ช้ำ และรอยต่าง ๆ ขึ้นได้
  • ผู้ที่กำลังอยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์ หรือช่วงที่มีการให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำการรักษา
  • ผู้ที่มีความผิดปกติของระบบหลอดเลือด หรือการแข็งตัวของเลือด ซึ่งอาจกระทบกับระบบเส้นประสาทที่อยู่บนใบหน้าได้
  • ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านการจับตัวเป็นก้อนของเลือด ยาในกลุ่มของ Anticoagulant
  • ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเริม ควรหลีกเลี่ยงการทำเป็นอย่างยิ่ง

 

Tags: