เก็บเหนียงเพิ่มความสวยด้วยการร้อยไหม

หากจะพูดถึงปัญหาใบหน้าที่ส่งผลกระทบไม่แพ้ปัญหาผิวเลยก็คือ เหนียง ที่เป็นไขมันใต้ชั้นผิวหนังสะสมอยู่บริเวณใต้คางของใครหลาย ๆ คน ทำให้รู้สึกขาดความมั่นใจเวลาจะถ่ายรูปกับกลุ่มเพื่อน ต้องมาเสียเวลาหามุมกล้องอยู่พอสมควร วันนี้เรามีนวัตกรรมที่ทันสมัยสามารถตอบโจทย์ช่วยลดปัญหาเหล่านี้ให้หมดไปได้นั่นก็คือ “การร้อยไหม” ที่จะช่วยลดเหนียง เก็บกรอบหน้าให้คมชัดมากขึ้น ซึ่งรายละเอียดมีอะไรบ้างเราไปดูกันเลย

การร้อยไหม

เป็นนวัตกรรมหัตถการทางการแพทย์ประเภทหนึ่งที่มีความทันสมัย ถูกนำมาช่วยฟื้นฟูปัญหาผิวหนังซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน โดยใช้ไหมประเภทที่ละลายได้มาสอดเข้าบริเวณใต้ชั้นผิวหนัง เพื่อช่วยให้ผิวหนังที่หย่อนคล้อยกลับมายกกระชับได้มากขึ้น ช่วยลดเลือนริ้วรอยและเผยผิวที่แลดูอ่อนเยาว์กว่าเดิม รวมทั้งช่วยในการปรับกรอบหน้าให้คมชัด เรียว ดูมีมิติมากขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด ซึ่งหลักการทำงานของการร้อยไหมคือ ไหมที่ถูกร้อยเข้าไปจะไปกระตุ้นให้ผิวหนังของเราเกิดการอักเสบ ทำให้มีการสร้างเส้นเลือด หรือ คอลลาเจนขึ้นมาพันรอบแนวเส้นไหม จึงรู้สึกได้ว่าผิวหน้ายกกระชับ เหมือนถูกดึงรั้งให้ตึงมากขึ้นทันทีหลังทำ การร้อยไหมนั้นสามารถทำได้ทั้งบริเวณใบหน้าและตามสัดส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แต่บริเวณใบหน้าจะได้รับความนิยมมากว่าเช่น หน้าผาก หางตา หางคิ้ว จมูก ร่องแก้ม ริมฝีปาก และขากรรไกรเป็นต้น ซึ่งไหมที่ใช้ในการร้อยนั้นมีอยู่หลายประเภทและหลายลักษณะ ดังนี้

ประเภทของเส้นไหม

สามารถจำแนกออกได้ 4 ประเภทดังนี้

  1. ไหม PDO (Polydioxanone) เป็นไหมที่มีต้นกำเนิดและนำเข้าจากประเทศเกาหลีใต้ ใช้มากในวงการศัลยกรรมการเย็บหรือเกี่ยวพันเนื้อเยื่อ สามรถละลายได้เองภายใน 6-8 เดือน มีความปลอดภัย ไม่ทิ้งสิ่งแปลกปลอมไว้ในร่างกาย ทำให้มีโอกาสแพ้น้อยกว่าไหมประเภทอื่น ๆ อีกทั้งราคาไม่แพง คงประสิทธิภาพอยู่ได้นานถึง 1-2 ปี เห็นผลทันทีหลังทำและจะเห็นผลได้ชัดมากขึ้นภายใน 6-8 สัปดาห์
  2. ไหม PGA (Poly Glycolic Acid) เป็นไหมละลายอีกประเภทหนึ่ง ระยะเวลาในการละลายยาวนานกว่าไหม PDO ประมาณ 8-10 เดือน และยังเป็นที่นิยมใช้ในไหมกรวย ที่มีเทคนิคการร้อยใกล้เคียงกับไหมเงี่ยง ซึ่งจะร้อยในชั้นไขมันและผิวหนังชั้นลึก มีตัวโคนที่ช่วยพยุงผิวและชั้นไขมัน ทำให้ผิวหน้าดูยกกระชับเข้ารูปเพิ่มขึ้น
  3. ไหมFeather-Lift หรือ Aptos threads เป็นไหมที่ไม่สามารถละลายได้ มีลักษณะคล้ายก้างปลา ไม่ค่อยนิยมนำมาใช้ในการร้อยไหมแล้ว เพราะส่งผลข้างเคียงกับคนไข้ และเมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ ตัวก้างปลาจะหัก ส่งผลให้ผิวหน้าที่เคยยกกระชับ กลับคืนสภาพเดิม จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ไหมประเภทนี้ไม่เป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบัน
  4. ไหมทองคำ หรือ Gold Thread เป็นไหมที่ทำมาจากทองคำบริสุทธิ์ 99.99% มีขนาดเล็กเท่าเส้นผม ช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจน อีลาสติน และพังผืดใต้บริเวณชั้นผิวได้ แต่มีข้อจำกัดคือ มีราคาแพง และหลังจากร้อยไหมทองคำแล้วสิ่งที่ไม่ควรทำเลยก็คือ การทำเลเซอร์ เพราะความร้อนจะทำให้ไหมทองคำขาดได้ ทำให้ใบหน้าของเราผิดรูปลักษณ์ แล้วก็เกิดพังผืด

ลักษณะของเส้นไหม

สามารถจำแนกออกได้ 3 ประเภทดังนี้

  1. เส้นไหมเรียบ (Mono threads) มีลักษณะเรียบ ไม่มีเงี่ยง ปุ่ม หรือเกลียว มักใช้ร้อยบริเวณหน้าผาก ใต้ตา และคอ เพื่อให้ผิวหนังมีความเต่งตึงเพิ่มขึ้น แต่อาจไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของการยกกระชับในชั้นผิวหนัง
  2. เส้นไหมเกลียว (Screw threads) เป็นเกลียวที่พันเข้าหากัน อาจเป็นไหมเส้นเดียวหรือสองเส้นก็ได้ ช่วยเพิ่มปริมาตรบริเวณผิวหนังที่ยุบตัวเป็นแอ่ง มีความแข็งแรงกว่าไหมเส้นเรียบ เหมาะกับคนที่ต้องการยกชั้นผิวหนังที่หย่อนยาน
  3. เส้นไหมเงี่ยง (Cog threads) มีเงี่ยงตามแนวเส้นไหม โดยเงี่ยงจะช่วยยกเนื้อเยื่อ หรือ ชั้นผิวหนังที่หย่อนคล้อยให้เกิดการยึดเกาะกันภายในชั้นผิวหนัง รวมทั้งช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่รอบเส้นไหมและเงี่ยง เหมาะกับคนที่ต้องการยกกระชับ ปรับกรอบหน้าให้เรียวเข้ารูปมากยิ่งขึ้น

จากที่กล่าวไปในข้างต้นว่า หากเราต้องการเก็บเหนียงเพิ่มกรอบหน้าให้ชัดมากขึ้น ไหมที่เหมาะต่อการนำมาร้อยก็คือ ไหมเงี่ยง ซึ่งบางคนก็จะเรียกไหมเงี่ยงกุหลาบ ไหมก้างปลาแตกต่างกันออกไป อีกทั้งไหมประเภทนี้เป็นไหม PDO ที่มีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ ทำให้ได้รับความนิยมและถูกนำมาใช้ในการร้อยไหมเป็นอย่างมาก

ขั้นตอน

  • เลือกคลินิกที่มีความน่าเชื่อถือ ได้มาตรฐาน และมีทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์
  • ปรึกษาปัญหากับแพทย์โดยแจ้งโรคประจำตัวและประวัติการแพ้ยา เพื่อให้แพทย์ประเมินการรักษา รวมถึงวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าได้อย่างถูกจุด
  • วันนัดก่อนที่จะร้อยไหมแพทย์จะเช็ดผิวหน้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หลังจากนั้นจึงทำการฉีดหรือทายาชาบริเวณที่มีปัญหาทิ้งไว้ประมาณ 30-45 นาที
  • ทำการร้อยไหมตามที่แพทย์ได้ออกแบบไว้ โดยนำเส้นไหมที่สอดผ่านเข็มปลายทู่ (Blunt Canula) ร้อยเข้าสู่ใต้ชั้นผิวหนัง ซึ่งเข็มปลายทู่จะช่วยลดอาการบวมช้ำหลังร้อยไหมได้
  • ระยะเวลาในการร้อยไหมประมาณ 30-45 นาทีแต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนเส้นไหม และสภาพผิวหน้าของแต่ละคนด้วย
    หลังร้อยไหมจะรู้สึกเห็นผลได้ทันทีว่าบริเวณใบหน้ากลับมายกกระชับเต่งตึง กรอบหน้าเข้ารูปมากขึ้น

สิ่งที่ควรทำหลังร้อยไหม

  • ในช่วง 48 ชั่วโมงแรกให้ประคบเย็นบ่อย ๆ เพื่อลดอาการบวมช้ำ ซึ่งก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะอาการเหล่านี้จะลดเลือนลงประมาณ 1 สัปดาห์ และใบหน้าจะเข้ารูปเริ่มเห็นผลชัดเจนมากขึ้นภายใน 1 เดือน
  • เลี่ยงการทำสปาผิวหน้า หรือทำเลเซอร์ที่เกี่ยวกับหน้าประมาณ 1 เดือน หรือจนกว่าจะแน่ใจว่าใบหน้าเริ่มเข้าที่แล้ว เพราะการกดนวด หรือสัมผัสก็เหมือนไปกระตุ้นให้เกิดการบวมช้ำมากยิ่งขึ้น
  • เลี่ยงกิจกรรมที่ต้องเจอความร้อนประมาณ 1 เดือนอย่างเช่น การซาวน่า หรือการรับประทานอาหารอย่าง หมูกระทะ ชาบู ปิ้งย่างที่หน้าต้องเจอความร้อนตลอดเวลา
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่
  • งดทานอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่นอาหารทะเล อาหารหมักดองเป็นต้น
  • งดทานยา อาหารเสริม วิตามิน หรือสารสกัดสมุนไพรที่ส่งผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือดประมาณ 1-2 สัปดาห์ เช่น ยาแอสไพริน ยาพาวิก วิตามินอี โสม เป็นต้น
  • เวลาพักผ่อนไม่ควรนอนคว่ำหรือนอนตะแคงหลังการร้อยไหม
  • สิ่งที่สำคัญคือ ควรรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  • หากพบอาการผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์ทันที ไม่ต้องรอดูอาการแต่อย่างใด


ข้อดี

  • ได้ใบหน้าที่ยกกระชับ เต่งตึง ริ้วรอยลดลงและร่องลึกดูตื้นขึ้น
  • เหนียงดูลดลง กรอบหน้ามีความคมชัด เข้ารูปมากยิ่งขึ้น
  • เห็นผลได้ชัดหลังทำทันที ใช้เวลาในการฟื้นฟูไม่นานก็สามารถเดินทางกลับบ้านได้เลย
  • ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและช่วยสร้างคอลลาเจนให้มาเลี้ยงเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผิวหนังดูเปล่งปลั่ง ยกกระชับ และเรียบเนียนมากขึ้น
  • รอยแผลมีขนาดเล็กเพราะไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด อีกทั้งมีโอกาสแพ้น้อยกว่า

ข้อเสียและข้อควรระวัง

  • การร้อยไหมจะให้ผลแค่ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้นผิวหนังก็จะกลับคืนสู่สภาพเดิม
  • หากวัสดุอุปกรณ์อย่างเส้นไหม หรือ เข็มที่ร้อยไม่ได้คุณภาพ ก็อาจทำให้ไหมไม่ละลายเกิดการจับตัวกันเป็นก้อน คลำแล้วเห็นปมไหม หรือเห็นปลายไหมโผล่ออกมาจากจุดที่ร้อยได้ชัดเจน รวมถึงติดเชื้อและมีหนองขึ้นตามแนวไหมได้ด้วย
  • หากผิวหนังมีอาการบวม เกิดรอยแดงตามแนวเส้นไหม ให้รีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสาเหตุของการแพ้ไหมได้ และยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่มาจากการใช้เข็มสอดเส้นไหมเข้าสู่ชั้นผิวหนัง
  • กรณีคนที่เลือกร้อยไหมแบบถาวร จะเป็นอันตรายอย่างมากเพราะอาจก่อให้เกิดเนื้องอกจากสิ่งแปลกปลอมภายในร่างกาย และยังส่งผลข้างเคียงในระยะยาวอีกด้วย บางคนมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น เส้นประสาทใบหน้าเสียหาย มีอาการปวดเรื้อรังไม่หายสักที ประสาทรับรู้บกพร่องเป็นต้น
  • ผู้ร้อยไหมต้องไม่เป็นแผลคีลอยด์ ไม่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด และควรหลีกเลี่ยงการร้อยไหมในระหว่างมีประจำเดือน

หวังว่าข้อมูลที่เรานำมาฝากคงช่วยให้ใครหลายคนตัดสินใจได้มากขึ้นนะ แต่หากคนไหนยังมีข้อคลางแคลงใจก็สามารถปรึกษาแพทย์ได้จนกว่าจะสบายใจเลย เพื่อผลลัพธ์ที่ดีและช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่คุณมากขึ้น