อะไรคือสิ่งที่ควรรู้ก่อนทำ Hifu

Hifu (High Intensity Focus Ultrasound) เป็นเทคโนโลยีด้านความงามที่จะช่วยแก้ไขปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อยสำหรับผู้ที่อยู่ในวัย 25 ปีขึ้นไป ถ้าคุณต้องการให้ผิวกลับมากระชับ เต่งตึง และดูอ่อนเยาว์อีกครั้ง วิธีนี้จึงเป็นทางเลือกในการรักษาที่เหมาะสม เพราะไม่ต้องใช้เข็มหรือไม่ต้องผ่าตัด การทำ Hifu จะสามารถเห็นผลได้ทันทีหลังทำ จะใช้เวลาการรักษาประมาณ 30-60 นาที ซึ่งหลาย ๆ คนก็อาจจะสงสัยว่าเราควรทำ Hifu บ่อยแค่ไหนถึงจะเห็นผลลัพธ์ได้อย่างต่อเนื่อง

หลักการทำงานของ Hifu

ก่อนอื่นเลยมาทำความเข้าใจถึงหลักการทำงานกันก่อน Hifu จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความถี่สูงปล่อยพลังงานความร้อน โดยมีค่าพลังงานอยู่ที่ 65 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการใช้บนผิวหนังและไม่ส่งผลกระทบต่อชั้นผิวหนังส่วนบน จะส่งผ่านเข้าสู่ชั้นผิวทั้ง 2 ระดับ คือ ชั้นไขมันชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat) ลึก 3.0 มิลลิเมตร และชั้นกล้ามเนื้อส่วนบน (Supercial musculo Aponeurotic system หรือ SMAS) จะทำให้เส้นใยคอลลาเจน (Collagen) และอีลาสติน (Elastin) เก่านั้นหดตัว และยังไปทำให้เกิดการจัดเรียงตัวและกระตุ้นการสร้างขึ้นใหม่ รวมทั้งยังช่วยผลัดเซลล์ผิว เพิ่มการทำงานของระบบการไหลเวียนโลหิต

ข้อดีในการทำ Hifu

  • Hifu เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีความปลอดภัยสูง
  • สามารถทำได้ทั้งบริเวณใบหน้าและร่างกาย
  • หลังการทำ Hifu จะไม่มีบาดแผลหรือไม่ต้องพักฟื้น จึงสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ
  • ทำได้บ่อยครั้งตามความต้องการ และทำการรักษาเทคนิคอื่น ๆ หลังจากทำ Hifu เพิ่มเติมได้
  • ขณะทำจะรู้สึกอุ่น ๆ บริเวณที่ทำเล็กน้อย ซึ่งจะมีการใช้ยาชาทาบริเวณที่ต้องการรักษา เพื่อบรรเทาอาการการบาดเจ็บ
  • มีค่าใช้จ่ายที่ไม่ค่อยสูงมาก

ข้อควรระวังในการทำ Hifu

ถึงแม้ว่า Hifu จะเป็นเป็นเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูงก็ตาม ก่อนทำจำเป็นจะต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวางแนวทางและประเมินการรักษา เพราะเราจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ ซึ่งคนที่มีอาการดังต่อไปนี้ แนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงการทำ Hifu

  • คนที่เป็นสิวอักเสบชนิดที่รุนแรงบนผิวหน้า เนื่องจากการรักษาจะต้องใช้พลังงานคลื่นส่งผ่านลงสู่ชั้นผิวหนัง ซึ่งความร้อนจะทำให้เกิดการอักเสบ รอยช้ำ และรอยแดง
  • คนที่ป่วยเป็นโรคที่มีความผิดปกติในระบบหลอดเลือด การทำ Hifu อาจไปโดนเส้นประสาทที่อยู่บนใบหน้า ซึ่จะทำให้บริเวณที่ทำเกิดการเบี้ยวได้
  • คนที่ต้องใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาต้านการจับตัวเป็นก้อนของเลือด เช่น Anticoagulant Warfarin
  • คนที่ป่วยเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง และติดเชื้อไวรัสงูสวัดหรือเริม
  • คนที่มีอุปกรณ์เทียมชนิดที่เป็นโลหะฝังอยู่ภายในร่างกาย
  • หญิงที่อยู่ในช่วงกำลังตั้งครรภ์ หรือช่วงที่มีการให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำการรักษา

ก่อนและหลังทำ Hifu ต้องดูแลตัวเองอย่างไร

ก่อนทำ Hifu

  • ควรดูแลสุขภาพร่างกายและผิวพรรณให้พร้อม
  • ควรดูแลผิวหน้าและผิวกาย ด้วยการทาครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมสารสกัดจากธรรมชาติ
  • ควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หรืออาหารเสริม เพราะจะช่วยสร้างคอลลาเจนในชั้นใต้ผิวหนัง
  • งดสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้คอลลาเจนเกิดการเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

หลังทำ Hifu

  • เมื่ออาการเมื่อยหรือตึงบริเวณผิว สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
  • บางคนอาจมีอาการของผิวที่แห้งกว่าปกติ จึงควรทาครีมที่มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์
  • ควรดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 8 แก้ว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว
  • หลีกเลี่ยงแสงแดด และควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ เพื่อปกป้องอันตรายจากรังสี UVA และ UVB
  • หลีกเลี่ยงมลภาวะ ได้แก่ ฝุ่น ควัน
  • หลีกเลี่ยงการนวด ขัด ถู บริเวณใบหน้าแรง ๆ

Q&A

การทำ Hifu จะปลอดภัยหรือไม่

เทคโนโลยี Hifu จะใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ที่เป็นลักษณะเดียวกับการใช้ตรวจดูทารกในครรภ์ คลื่นนี้จะมีความเข้มข้นของพลังงานการส่งผ่านเข้าสู่ชั้นของเนื้อเยื่อ ที่อยู่ภายในร่างกายในปริมาณน้อยมาก ดังนั้น จึงมั่นใจได้ว่า Hifu เป็นเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูง และจะไม่ส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อผิวหนัง

เริ่มทำ Hifu ได้ตั้งแต่อายุเท่าไร

สามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อยหรือริ้วรอยในบริเวณใบหน้า อาทิเช่น หนังตาตก คิ้วตก มีริ้วรอยที่ร่องแก้มและร่องมุมปาก

สามารถทำ Hifu ได้กับส่วนใดของร่างกาย

สามารถทำบริเวณใบหน้า เช่น หน้าผาก รอบดวงตา คิ้ว แก้มทั้งสองข้าง เหนียง และกรอบหน้า และลำตัว เช่น ต้นแขน เอว หน้าท้อง สะโพก และต้นขา

การทำ Hifu แล้วจะเจ็บไหม

การทำจะขึ้นอยู่กับยี่ห้อเครื่องและชนิดของหัว Hifu ที่ใช้ ถ้าเป็นอุปกรณ์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ก็จะสามารถเห็นผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ชัดเจน และความรู้สึกเจ็บเล็กน้อยหรือแทบไม่รู้สึกเจ็บเลย

การทำ Hifu แล้วจะเห็นผลเมื่อไร

หลังทำจะเห็นของการยกกระชับขึ้นทันทีประมาณ 20-30% คอลลาเจนในชั้นผิวหนังจะเกิดการหดตัว เนื่องจากการปล่อยพลังงานความร้อน ซึ่งจะเห็นผลชัดเจนขึ้นประมาณ 1-2 เดือน หลังทำ เพราะคอลลาเจนจะมีการสร้างขึ้นใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ และจะคงสภาพการรักษาอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน

ถ้าทำ Hifu แล้วแล้วไม่เห็นผล จะขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง

  • ตัวเครื่องของ Hifu ไม่ได้คุณภาพหรือผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา ซึ่งทำให้พลังงานที่ส่งผ่านออกมาไม่เสถียรและไม่สม่ำเสมอ
  • หัวของ Hifu ที่เลือกใช้ต้องสามารถส่งพลังงานลงได้ในระดับความลึกที่ต้องการ เพราะจะแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด

ชนิดของหัว Hifu แบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ

  • Single Shot จะมีลักษณะหัวเรียวเล็ก เหมือนหัวปากกา จะเข้าถึงได้ทุกจุดบนใบหน้าได้อย่างละเอียด โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา คิ้ว การปล่อยพลังงานออกมาเป็นจุด (กด 1 ครั้ง ออกมา 1 Shot) ยังแบ่งออกได้อีก 2 ระดับความลึก ได้แก่ หัว0 มิลลิเมตร จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ (Dermis) และหัว 4.3 มิลลิเมตร ทำให้ผิวในชั้นกล้ามเนื้อส่วนบน (SMAS) เกิดการยกกระชับ
  • Line Shot จะมีลักษณะหัวเหลี่ยมใหญ่ จะช่วยดึงและล็อคบริเวณกรอบหน้า เหนียง การปล่อยพลังงานออกมาเป็นจุด (กด 1 ครั้ง จะออกมา 12-25 จุด นับเป็น 1 Shot ) หัวแบบนี้จะได้จํานวนจุดและพลังงานส่งผ่านที่เสถียรกว่า Single Shot

และหากแพทย์ขาดความเชี่ยวชาญหรือขาดประสบการณ์ เทคนิคนี้จะต้องมีการประเมินเรื่องลักษณะการยิงพลังงานที่ต้องเรียงตัวเป็นระเบียบ ตำแหน่งการวางหัวยิงให้แนบชิดกับผิว และระดับพลังงานที่ใช้ต้องไม่แรงจนเกินไป เพราะอาจไปโดนเส้นประสาทบนใบหน้าจนทำให้หน้าเบี้ยวหรือผิวไหม้ได้

ราคาการทำ Hifu อยู่ที่ประมาณเท่าไร

ราคาจะขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาผิวหนังของแต่ละคน ตำแหน่ง และจำนวนช็อตที่ต้องการยกกระชับ เช่น ถ้าต้องการทำบริเวณใบหน้าจะใช้ประมาณ 100-500 ช็อต แต่ถ้าทำบริเวณลำตัวจะใช้ประมาณ 800-1600 ช็อต ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้ประเมินจำนวนครั้งที่ต้องรักษา Hifu มีราคาเริ่มต้นประมาณ 6,000–60,000 บาท

สามารถทำ Hifu ร่วมกับการรักษาแบบอื่น ๆ ได้หรือไม่

สามารถทำ Hifu ร่วมกับการร้อยไหม โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ เมโสแฟต และเลเซอร์ เพื่อประสิทธิภาพของผลลัพธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำการรักษาทุกครั้ง เพราะจะได้ประเมินลำดับในการรักษาได้อย่างเหมาะสมและส่งผลข้างเคียงน้อยที่สุด (แนะนำให้ทำ Hifu ก่อน การรักษาด้วยเทคนิคแบบอื่น ๆ)

ควรทำ Hifu บ่อยมากน้อยแค่ไหน

  • ผู้ที่มีอายุ 25-35 ปี หรือมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยไม่มาก ควรเว้นระยะในการทำ Hifu ประมาณทุก 6 เดือน ซึ่งแนะนำให้ทำปีละ 1-2 ครั้ง
  • สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก ควรเว้นระยะประมาณ 1 เดือน และ 4 เดือน ปีละ 2-3 ครั้ง หรือสามารถทำได้บ่อยครั้งตามต้องการ แนะนำให้ทำติดต่อกันเดือนละครั้ง

อยากบอกว่าการรักษาด้วย Hifu เพียงครั้งเดียว คุณสามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน ซึ่งถ้าเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง หรือทำการรักษาร่วมกับเทคนิคอื่น ๆ ก็ยิ่งจะช่วยทำให้ผลการรักษายิ่งมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึงผลลัพธ์ดีความงามในระยะยาวของคุณ