หญิงตั้งครรภ์สามารถทำ Hifu ได้หรือไม่

ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ก็อยากจะดูแลตัวเองให้ดูดีขึ้น เพราะการตั้งครรภ์ก็มักจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนแปลงทางสรีระ ฮอร์โมน หรืออาจทำให้ใบหน้าดูไม่สดใส กรอบหน้าไม่ค่อยชัดเจน เนื่องจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งคุณแม่หลาย ๆ ท่าน คงกำลังมองหาวิธีที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ อาทิเช่น การรักษาด้วย Hifu แต่บางท่านอาจจะยังไม่แน่ใจว่าการรักษาแบบนี้จะปลอดภัยหรือส่งผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์รึเปล่า

ดังนั้นมาทำความรู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับ Hifu และข้อจำกัดต่าง ๆ กันก่อน เพื่อจะได้เป็นทางเลือกในการพิจารณา

Hifu (High intensity focus ultrasound) เป็นเทคโนโลยียกกระชับความหย่อนคล้อยหรือลดเลือนริ้วรอยบริเวณผิวหน้าและร่างกาย โดยจะใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์พลังงานความร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสม คลื่นนี้จะเป็นคลื่นลักษณะเดียวกับการตรวจครรภ์ ซึ่งจะยิงลงสู่ผิวชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ความลึกประมาณ 4.5 มิลลิเมตร เพื่อทำให้ชั้นผิวนั้นเกิดการหดตัวและยังไปกระตุ้นการสร้าง Collagen และ Elastin ให้เพิ่มขึ้น Hifu จึงเป็นเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูง

ข้อดีของการรักษาด้วย Hifu

  • เป็นการยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้ตึงขึ้นในบริเวณต่าง ๆ เช่น หนังตา ร่องแก้ม มุมปาก โดยจะปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้นซึ่งสามารถเห็นผลการเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าได้ทันทีหลังทำ
  • หลังการทำ Hifu ไม่ต้องพักฟื้น เพราะไม่ใช่การทำศัลยกรรมหรือผ่าตัด รวมทั้งยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

ข้อควรปฏิบัติก่อนและหลังทำ

ก่อนทำ

  • ผู้ที่ผ่านการฉีด Botox, Filler, meso, Laser หรือการร้อยไหมบริเวณใบหน้า ควรเว้นระยะของการรักษาก่อนทำ Hifu ประมาณ 2 สัปดาห์
  • สามารถทำ Treatment ควบคู่กับการรักษาด้วย Hifu ได้ โดยทำ Treatment จะเป็นขั้นตอนของการเตรียมผิวก่อนการทำ Hifu

หลังทำ

  • อาจเกิดอาการระบมหรือบวมบริเวณผิวหนัง แต่อาการจะหายไปได้เองประมาณ 1 สัปดาห์
  • ควรงดใช้ยาละลายหัวสิว ยาทาสิวเสี้ยน หรือยาอื่น ๆ ตามที่แพทย์ระบุไว้
  • สามารถบำรุงผิวได้ตามปกติ เช่น การใช้ครีมและเครื่องสำอางในการแต่งหน้าได้
  • หลีกเลี่ยงการขัดถูบริเวณผิวหน้าแรง ๆ อย่างน้อย 1 สัปดาห์หลังทำ (สามารถทำความสะอาดผิวหน้าและล้างหน้าได้ปกติ แต่ควรออกแรงเบา ๆ)
  • ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ และพยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดประมาณ 2-4 วันหลังทำ
  • หลังทำ Hifu ประมาณ 1 สัปดาห์ สามารถฉีด Botox, Filler, meso, Laser หรือร้อยไหมได้
  • เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ แนะนำให้ทำ Hifu อย่างต่อเนื่อง

ข้อควรระวัง

  • ผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงการตั้งครรภ์หรือช่วงให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำการรักษา
  • ผู้ที่มีความผิดปกติของระบบหลอดเลือด หรือใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาในกลุ่มของ Anticoagulant
  • ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่าง HIV มะเร็งผิวหนัง และผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเริม ควรหลีกเลี่ยงการทำเป็นอย่างยิ่ง 

คำแนะนำสำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์หรือเลือกวิธีการดูแลด้านความงามของคุณแม่เองนั้น ควรต้องเลือกปฏิบัติให้เหมาะสมและคำนึงถึงปลอดภัยต่อทารกน้อยในครรภ์ด้วย จึงควรต้องมีความรู้และความเข้าใจในเบื้องต้นดังนี้

  1. ครีมบำรุงผิว

ก่อนเลือกซื้อครีมบำรุงผิว ควรเลือกตรวจสอบฉลากว่ามีส่วนผสมอะไรบ้าง หรือสอบถามผู้จำหน่ายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ซึ่งส่วนผสมในครีมอาจมีสารที่ก่อให้เกิดความอันตรายได้ เช่น

  • กรดผลไม้ หรือ AHA (Alpha Hydroxy Acids ) จะพบได้ตามทั่วไปในส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง แนะนำว่าควรเลือกใช้ AHA ที่มีความเข้มข้นต่ำ เพราะปริมาณ AHA ที่ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดจะมีค่าต่ำ ทำให้ไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ AHA ที่มีความเข้มข้นสูง ๆ อาทิเช่น การทำ Treatment ผิวในสถานเสริมความงาม ส่วนใหญ่จะใช้ AHA ที่มีความเข้มข้นประมาณ 30 % ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิว
  • กรดซาลิไซลิก (Salicylic acid) หรือ BHA (Beta Hydroxy Acid) การใช้ salicylic acid ในรูปแบบของครีมบำรุงผิวที่มีความเข้มข้นต่ำ ๆ ไม่เกิน 2 % ถือว่าเป็นปริมาณที่ปลอดภัยและไม่มีอันตรายต่อทารกในครรภ์ หากใช้ BHA ที่มีความเข้มข้นสูง ๆ อย่างเช่น การทานยาในกลุ่ม acetylsalicylic acid ซึ่งมีผลข้างเคียงต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้ หรือการทาครีมที่มี BHA ความเข้มข้นสูง อาจทำให้ผิวคุณแม่ลอกได้
  1. ครีมกันแดด

ระหว่างการตั้งครรภ์มักเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย เช่น การสร้างเม็ดสีผิวได้มากกว่าปกติ แนะนำให้เลือกใช้ครีมกันแดดที่ป้องกันรังสี UVA และ UVB ที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป

  1. ครีมรักษาฝ้า

ครีมรักษาฝ้าหรือครีมหน้าขาวต่าง ๆ มักมีส่วนผสมของสารอันตรายอย่างโลหะหนัก (ปรอท) ซึ่งมีผลต่อระบบประสาทของทารกในครรภ์ (ทำให้สมองพิการ) จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ครีมที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา

  1. การแต่งหน้า

สามารถแต่งหน้ากันได้ตามปกติ แต่ควรระวังในเรื่องของความมันบนใบหน้าและสิว ดังนั้นต้องทำความสะอาดใบหน้าให้ดี

  1. ยารักษาสิว

หากจำเป็นต้องใช้ยารักษาสิวในช่วงตั้งตั้งครรภ์ ควรอยู่ในคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งยารักษาสิวที่ใช้กันโดยทั่วไป เช่น

  • ยาที่มีส่วนผสมของกรดวิตามินเอหรือเรตินอยด์ (Retinoids) มีรูปแบบที่ใช้ทานหรือทา เช่น ยา isotretinoin เป็นยาคุมกำเนิด ควรหยุดใช้ยาก่อนการตั้งครรภ์อย่างน้อย 3 เดือน ถึง 1 ปี
  • ยาทาเฉพาะที่ Retin-A, Stieva- A, Renova และ Differin เป็นยาในกลุ่มของกรดวิตามินเอ หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือใช้ในช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก อาจมีผลข้างเคียงต่อทารกในครรภ์ได้ แนะนำให้ควรงดใช้ยาทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์
  • ยาเบนซอยล์ เปอร์ออกไซด์ (Benzoyl peroxide) หรือ บีพี มีชื่อทางการค้าว่า Benzac เป็นยาที่ใช้ทา ควรเลือกใช้ตัวยาที่มีความเข้มข้นต่ำประมาณ 5 % เพราะอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหน้าได้
  1. ยาฆ่าเชื้อชนิดทา

ยาจะมีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะอย่าง clindamycin และ erythromycin มีกลไกการออกฤทธิ์เพื่อลดอาการอักเสบ ซึ่งจะไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียอาจทำให้เกิดอันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ได้

  1. ผลิตภัณฑ์สำหรับอาบน้ำและสระผม

ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนหรือผลิตภัณฑ์ที่สกัดมาจากธรรมชาติ เพื่อลดอาการแพ้หรือผมร่วงที่มักเกิดในช่วงตั้งครรภ์

  1. การทำสีผม

ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเส้นผมและหนังศีรษะไปก่อน เพราะการทำสีผม ดัดผม ยืดผม จะใช้สารเคมีในการทำ เช่น สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และในระหว่างการทำนั้น อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนจากการสูดดมกลิ่นสารเคมี หรือทำให้เกิดอาการแพ้และระคายเคืองที่ผิวหนัง ซึ่งการทำแบบนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้โดยตรง แต่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณแม่ได้นั่นเอง

  1. การตกแต่งเล็บ

สามารถทำได้ปกติ แต่ควรเลือกร้านที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพราะการสูดดมกลิ่นของยาทาเล็บหรือนำยาล้างเล็บนาน ๆ อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะได้

  1. การทำซาวน่า

ควรเลี่ยงการทำซาวน่าในช่วงตั้งครรภ์ เพราะการทำต้องอยู่ในห้องที่มีการใช้ความร้อนสูงเป็นเวลานาน อาจทำให้ร่างกายเกิดการขาดน้ำและเกลือแร่ที่จำเป็น ทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่ปกติ (เลือดข้นหนืด) จึงมีโอกาสเกิดการอุดตันของเส้นเลือดได้ง่ายขึ้น และทำให้ความดันโลหิตต่ำ ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการหน้ามืดและเป็นลม

  1. การนวด

ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ควรงดการนวดบริเวณหน้าท้อง เพราะการนวดจะกระตุ้นการบีบรัดตัวของมดลูก อาจทำให้แท้งหรือคลอดก่อนกำหนดได้

  1. การฉีดโบท็อกซ์

ควรหลีกเลี่ยงการฉีดโบท็อกซ์ในช่วงตั้งครรภ์ เพราะ โบท็อกซ์ เป็นสารโบทูลินัม ท็อกซิน เอ (Botulinum toxin A) ที่ผลิตจากแบคทีเรียคลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum) เป็นสารที่ทำให้ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทในบริเวณกล้ามเนื้อที่ฉีดนั้นเป็นอัมพาตชั่วคราว ซึ่งสารชนิดนี้อาจส่งผลไปถึงทารกที่อยู่ภายในครรภ์

  1. การร้อยไหม

สามารถทำได้ แต่ควรต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ทำการรักษา แต่ทางที่ดีก็ควรหลีกเลี่ยงการร้อยไหมไปก่อน แนะนำให้ทำช่วงหลังคลอดน่าจะเป็นช่วงที่เหมาะสมกว่า

คำถามที่ว่าผู้ที่กำลังตั้งครรภ์นั้นสามารถทำการรักษาด้วย Hifu ได้ไหม ก็ขอตอบเลยว่าสามารถทำได้ เพราะ Hifu เป็นเทคโนโลยีที่ใช้คลื่นเช่นเดียวกับการอัลตร้าซาวด์เพื่อตรวจทารกในครรภ์ Hifu จึงมีความปลอดภัย แต่ก็ต้องรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ บางท่านก็อาจจะมีความกังวล จึงแนะนำให้ทำ Hifu หลังการตั้งครรภ์น่าจะดีที่สุด