รู้ให้รอบก่อนสวยด้วยการทำ Hifu

การดูแลและแก้ไขปัญหาเรื่องความหย่อนคล้อยและการเกิดริ้วรอยด้วยหลักการ Resuspension ก็คือ การรักษาผิวหนังที่สูญเสียความชุ่มชื่นจนทำให้เกิดการหย่อนคล้อยตามแรงโน้มถ่วงของโลกบริเวณใบหน้าจนถึงลำคอ ซึ่งการรักษาด้วยวิธีการนี้จะทำให้ผิวหนังตึงและยกกระชับขึ้น จะใช้วิธีที่ไม่ต้องให้ผู้รับบริการต้องพักฟื้นเป็นเวลานาน ด้วย Hifu เป็นเทคโนโลยีการนำคลื่นเสียงที่มีความถี่สูงส่งเข้าสู่ผิวหนังชั้นที่มีระดับความลึกประมาณ 4.5 มิลลิเมตร เพื่อให้พลังงานเกิดการหดตัวและยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (Collagen) และอีลาสติน (Elastin) ชั้นใต้ผิวให้มีการสร้างขึ้นใหม่ โดยเซลล์ไฟโบรบลาสต์ ( Fibroblast) จะอยู่ในชั้นหนังแท้ (Dermis ) ทำหน้าที่ผลิตสารคอลลาเจนและอีสาสติน ซึ่งคอลลาเจนจะมีปริมาณมากกว่าอีลาสตินถึง 70 เท่า ถ้าหากเรามีอายุเพิ่มมากขึ้น เซลล์ไฟโบรบลาสต์จะผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินน้อยลง และค่อย ๆ เสื่อมสภาพไปในที่สุด ผิวของเราก็จะหย่อนคล้อยและขาดความยืดหยุ่น สำหรับคนที่กำลังตัดสินใจยกกระชับผิวด้วยเทคนิคนี้ ก็คงสงสัยและมีคำถามมากมายว่า Hifu มีหลักการการทำงาน ข้อดี ข้อจำกัด ค่าใช้จ่าย แล้วถ้าทำกี่เดือนถึงจะเห็นผลและจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ ดังนั้น เรามาไขข้อสงสัยต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำ Hifu กันเลย

Hifu มีหลักการการทำงานอย่างไร

จากที่กล่าวกันมาข้างต้นแล้ว Hifu หรือไฮฟู่ มีหลักการการทำงานโดยใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูงแบบเฉพาะเจาะจง (High Intensity Focus Ultrasound) ซึ่งจะมีระดับพลังงานเฉลี่ยอยู่ที่ 65-70 องศาเชลเชียส ส่งพลังงานโฟกัสออกมาเป็นจุด ๆ (Dot) ลงสู่ชั้นผิวได้ถึง 3 ระดับ คือ

  1. ชั้นในหนังแท้ (Dermis) ลึก 5 มิลลิเมตร จะเป็นการกระตุ้นในชั้นใต้ผิวหนังให้เกิดการจัดเรียงตัวใหม่และเสริมสร้างเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสติน
  2. ชั้นเนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Tissue) ลึก 0 มิลลิเมตร จะไปกระตุ้นให้ระบบการไหลเวียนเลือดให้ไหลดีขึ้นและสลายไขมันที่สะสม และ
  3. ชั้นกล้ามเนื้อส่วนบน (Supercial Musculo Aponeurotic system) หรือเรียกว่าชั้น SMAS ลึก 5 มิลลิเมตร จะเป็นการยกกระชับผิวหนังที่หย่อนคล้อย (lifting) ในบริเวณที่ทำ

ข้อดีของ Hifu คืออะไร

  1. การทำ Hifu จะเหมาะกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 25 ขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยและมีริ้วรอย ต้องการยกกระชับผิวและลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ ให้ดูตื้นขึ้น
  2. เป็นเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัย เพราะจะใช้พลังงานคลื่นเดียวกับการตรวจครรภ์
  3. ยกกระชับและปรับรูปหน้าให้เล็กเรียวได้โดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดเพื่อดึงใบหน้า ซึ่งจะไม่มีบาดแผลและไม่ต้องพักฟื้นนาน
  4. สามารถทำได้ทั้งบริเวณใบหน้า ได้แก่ หน้าผาก ตา คิ้ว แก้มทั้งสองข้าง กรอบหน้า ใต้คาง และบริเวณลำตัว (ต้นแขน หน้าท้อง สะโพก และต้นขา)
  5. ขณะทำจะมีความรู้สึกอุ่น ๆ บริเวณที่ทำ แต่ไม่ถึงขั้นที่ทนไม่ได้
  6. จะเห็นผลลัพธ์ของการยกกระชับได้หลังทำ
  7. สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติได้หลังทำทันที
  8. สามารถทำซ้ำได้บ่อยครั้ง โดยเว้นระยะการทำตามความเหมาะสม และยังทำร่วมกันกับเทคนิคอื่น ๆ ได้

ก่อนทำ Hifu ต้องเตรียมตัวอย่างไรให้พร้อม

  • บำรุงผิวด้วยการทาครีมเป็นประจำ
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเพราะอาหารที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน เช่น ปลาทะเลน้ำลึก เอ็นและข้อจากสัตว์ ผักผลไม้สีแดงส้มและสีเขียว หรืออาหารเสริม เช่น วิตามินซี
  • พักผ่อนให้เพียงพอประมาณ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ เนื่องจากจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและเสริมสร้างการทำงานของกล้ามเนื้อ
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานยาที่ทำให้เลือดออกง่าย และวิตามินจะพวกวิตามินอี แปะก๊วย อย่างน้อย 1 สัปดาห์
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ก่อนทำอย่างน้อย 1 สัปดาห์
  • ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำ Hifu

หลังทำ Hifu ต้องดูแลตัวเองอย่างไรถึงจะให้ผลดี

  • บำรุงผิวด้วยการทาครีมและโลชั่นได้ตามปกติ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นสูตรอ่อนโยนต่อผิวหนัง ถ้าหากเกิดอาการของผิวแห้ง แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว
  • หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ต้องเผชิญแสงแดดใน 1-2 สัปดาห์แรก เพราะแสงแดดจะมีรังสี UVA และ UVB ส่งผลกระทบต่อผิวหนัง ถ้าหากต้องออกไปข้างนอกก็ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ
  • หลีกเลี่ยงการเผชิญมลภาวะ ได้แก่ ฝุ่น ควัน
  • หลีกเลี่ยงการนวด ขัด หรือถูบริเวณที่ทำในสัปดาห์แรก เพราะจะทำให้ผิวหนังเกิดอาการบาดเจ็บหรืออักเสบขึ้นได้ ควรทำความสะอาดผิวหน้าด้วยการออกแรงเบา ๆ
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงและรสจัด
  • ควรดื่มน้ำเปล่าให้ได้ประมาณ 5-2 ลิตรต่อวัน เพราะน้ำจะทำให้ผิวหนังมีความชุ่มชื่น

อะไรคือข้อจำกัดในการทำ Hifu

  1. ผู้ที่มีอาการเหล่านี้ ควรหลีกเลี่ยงการทำ Hifu
  • หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร
  • ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ผู้ที่เป็นโรคติดเชื้อต่าง ๆ ได้แก่ งูสวัด เริม
  • ผู้ที่มีความผิดปกติของหลอดเลือด การทำจะส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทบนใบหน้า
  • ผู้ที่ต้องใช้ยาต้านการแข็งตัวและการจับตัวเป็นก้อนของเลือด ยากลุ่ม Anticoagulant
  • ผู้ที่มีบาดแผลและกำลังเป็นสิวอักเสบ เพราะการทำจะใช้คลื่นที่มีพลังงานความร้อนกับผิวหนัง อาจส่งผลให้เกิดอาการอักเสบและรอยช้ำที่รุนแรงได้
  1. อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นหลังจากทำ Hifu มีดังนี้
  • บางรายอาจรู้สึกปวด เมื่อย ตึงบริเวณที่ทำ เพราะการใช้พลังงานคลื่นความร้อนในการกระตุ้นชั้นใต้ผิวหนัง ซึ่งอาการจะหายได้เองภายใน 3-7 วัน แต่ถ้ามีอาการมากสามารถกินยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาได้ เช่น พาราเซตามอล
  • อาจมีอาการเสียวในบริเวณที่ใกล้กระดูก ได้แก่ ผู้ที่เคยรับการรักษารากฟันและอุดฟัน
  • อาการผิวไหม้ (Burn) กรณีนี้จะเกิดกับผู้ที่มีผิวบอบบางบริเวณใบหน้า เนื่องจากการใช้พลังงานความร้อนอาจสูงเกินความเหมาะสมต่อผิวหนัง
  • อาการใบหน้าเบี้ยว เนื่องจากการปล่อยพลังงานคลื่นออกมาไม่สม่ำเสมอ จำนวนช็อตที่ใช้มากเกินไป เครื่องมื่อที่ใช้ไม่ได้ผ่านการรับรองคุณภาพ หรือแพทย์ขาดประสบการณ์ จึงส่งผลให้กระทบกับเส้นประสาทที่อยู่บนใบหน้า

ในการทำ Hifu หนึ่งครั้ง มีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไร

การทำ Hifu จะขึ้นอยู่กับปัญหาความหย่อยคล้อยและสภาพผิวของแต่ละตัวบุคคล ซึ่งจะใช้จำนวนช็อตในการรักษาที่แตกต่างกัน เช่น ถ้าต้องการรักษาในตำแหน่งบนใบหน้า (หน้าผาก ตา คิ้ว จะใช้ 100-200 ช็อต, ใต้คางและกรอบหน้า จะใช้ 200 ช็อต หรือ แก้มทั้งสองข้าง จะใช้ 300-500 ช็อต) และบริเวณร่างกาย (ต้นแขน หน้าท้อง สะโพก และต้นขา จะใช้ 800-1600 ช็อต) โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้ประเมินก่อนทำ เพื่อให้เราทราบถึงรายละเอียดและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งจะมีราคาประมาณ 6,000–60,000 บาท

นานเท่าไรจึงจะเห็นผลลัพธ์ในการทำ Hifu

ก่อนอื่นเลยอยากจะให้ทราบกันก่อนว่า แต่ละคนจะเห็นผลลัพธ์ได้ไม่เหมือนกัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตนเองหลังทำด้วย

  1. หลังทำ Hifu จะเห็นผลลัพธ์ทันทีว่า ผิวบริเวณที่ทำจะยกกระชับและเต่งตึงขึ้นได้ประมาณ 20-30%
  2. เดือนที่ 3 ของการทำ จะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของความเรียบเนียน เพราะคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นใต้ผิวหนังจะเกิดการสร้างขึ้นใหม่ได้อย่างสมบูรณ์
  3. เดือนที่ 4-6 เป็นต้นไป จะเห็นผลลัพธ์บนผิวที่ชัดเจนขึ้นถึงการยกกระชับ รูขุมขนที่กว้างนั้นเล็กลง และผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น ซึ่งการทำ Hifu แต่ละครั้ง จะคงสภาพการรักษาอยู่ได้นานประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี

 

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

สำหรับผู้ที่เริ่มมีอายุมากขึ้นมักจะประสบกับปัญหาความหย่อนคล้อยในบริเวณผิวหน้า ถ้าหากต้องการเห็นผลลัพธ์ได้อย่างต่อเนื่อง แนะนำให้ทำซ้ำปีละประมาณ 2-3 ครั้ง หรือจะทำการรักษาด้วยเทคนิคอื่น ๆ ควบคู่ไปกับการทำ Hifu ก็เป็นสิ่งที่ทำได้และยิ่งจะให้ผลดี

Tags: