ยกกระชับผิวด้วย Hifu กี่วันถึงจะเห็นผล

Hifu (ไฮฟู) เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยแก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อยและริ้วรอยที่มักส่งผลให้หลาย ๆ คนขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิตหรือการพบปะผู้คน การรักษาด้วย Hifu สามารถช่วยให้กลับมามีผิวหน้าและผิวกายที่กระชับขึ้นได้อีกครั้ง ซึ่งเป็นเทคนิคเช่นเดียวกับการดึงหน้า แต่จะแตกต่างกันตรงที่ไม่ต้องเจ็บตัว ด้วยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงที่ส่งพลังงานออกมาโฟกัสเป็นจุด ๆ ลงลึกได้ถึงระดับชั้นกล้ามเนื้อ SMAS เป็นชั้นเดียวกับการใช้ศัลยกรรมและผ่าตัด จะทำให้เกิดการหดตัวและยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นใหม่ จึงสามารถเห็นผลลัพธ์ของผิวที่ยกกระชับและดูอ่อนเยาว์ขึ้นได้ทีนที

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของแต่ละคนนั้นจะแตกต่างกัน อันเนื่องมาจากสาเหตุในเรื่องของปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สภาพผิว อายุ การดูแลและบำรุงผิว ซึ่งการรักษาในแต่ละคน จะใช้จำนวนครั้งและจำนวนช็อตที่ไม่เท่ากัน

กระบวนการทำงานของ Hifu

Hifu หรือ High intensity focus ultrasound เป็นเทคโนโลยีเพื่อการยกกระชับผิว (lifting) ด้วยการส่งพลังงานคลื่นอัลตร้าซาวด์เข้มข้นสูงแบบเฉพาะเจาะจง มีค่าระดับพลังงานอยู่ที่ 65 องศาเชลเชียส ถึง 70 องศาเชลเชียส ซึ่งจะเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการใช้บนผิวหนังของมนุษย์ จะมีลักษณะการปล่อยออกมาเป็นจุด (Dot) ลงลึกถึง 3 ระดับชั้นผิวหนัง คือ

  • ชั้นในหนังแท้ (Dermis) ระดับโฟกัสพลังงานลึก 5 มิลลิเมตร เพื่อกระตุ้นให้เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นใต้ผิวหนัง เกิดการจัดเรียงตัวใหม่และสร้างขึ้นใหม่
  • ชั้นเนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Tissue) ลึก 0 มิลลิเมตร การปล่อยพลังงานความร้อนจะไปสลายไขมันสะสมในชั้นใต้ผิว ยังช่วยกระตุ้นให้ระบบการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น
  • ชั้นกล้ามเนื้อ (Supercial musculoaponeurotic system หรือ SMAS) ลึก 5 มิลลิเมตร เห็นผลลัพธ์ของผิวที่ยกกระชับขึ้นส่วนความหย่อนคล้อยและริ้วรอยต่าง ๆ จะลดลง

การทำ Hifu เหมาะกับใครบ้าง

เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 25-35 ปี มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อยและริ้วรอย ต้องการยกกระชับและลดเลือนริ้วรอย ผิวบริเวณใบหน้า และผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เล็กเรียว โดยไม่ต้องพึ่งการศัลยกรรมหรือผ่าตัด

ประโยชน์ของการทำ Hifu

  • ขณะทำการรักษา จะรู้สึกอุ่น ๆ บริเวณผิวเล็กน้อย ซึ่งจะไม่ถึงขั้นแสบร้อน
  • หลังทำการรักษา จะเห็นผลลัพธ์ ก็คือ ผิวในบริเวณแนวคิ้ว ร่องแก้ม ร่องมุมปาก กรอบหน้า และใต้คาง มีความกระชับ, เรียบเนียน, ลดเลือนริ้วรอย และดูอ่อนเยาว์ขึ้นทันที
  • หลังทำการรักษา สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เนื่องจากไม่มีบาดแผลและไม่ต้องพักฟื้นใด ๆ
  • สามารถทำการรักษาด้วยไฮฟูได้บ่อยครั้ง
  • สามารถทำการรักษาด้วยเทคนิคอื่น ๆ ร่วมกันได้อีกด้วย

ข้อควรระวังในการทำ Hifu

แม้ว่าการรักษาด้วย Hifu จะเป็นเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูง แต่ก็ยังควรต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพื่อรับทราบรายละเอียดก่อนทำการรักษาด้วย Hifu เพื่อจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจมากที่สุด ผู้ที่มีอาการต่าง ๆ ดังนี้ ควรหลีกเลี่ยงการรักษาด้วย Hifu

  • ผู้ที่เป็นสิวอักเสบหรือบาดแผลบนใบหน้า อาจส่งผลให้เกิดอาการอักเสบและรอยฟกช้ำขึ้นได้ เนื่องจากการใช้คลื่นที่มีพลังงานความร้อนกับผิว
  • ผู้ที่มีความผิดปกติด้านหลอดเลือด อาจส่งผลกระทบต่อระบบเส้นประสาทที่อยู่บนใบหน้าได้
  • ผู้ที่ใช้ยาในกลุ่มของ Anticoagulant ที่ต้านการแข็งตัวหรือการจับตัวเป็นก้อนของเลือด
  • ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้ที่เป็นโรคติดเชื้อต่าง ๆ เช่น เริม หรืองูสวัด
  • ผู้ที่กำลังอยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร

ผลข้างเคียงจากการทำ Hifu

ผู้เข้ารับการรักษาบางรายอาจได้รับอาการข้างเคียงต่าง ๆ ดังนี้

  • อาการปวดเมื่อยหรือตึงเล็กน้อยที่บริเวณที่รักษา อันเนื่องมาจากการปล่อยพลังงานความร้อนกระตุ้นในชั้นใต้ผิวหนัง แต่อาการจะค่อย ๆ หายได้เองหลังทำประมาณ 3-7 วัน
  • อาการเสียวฟันขณะทำการรักษา จะเกิดกับผู้ที่เคยรักษาฟันมาก่อน เช่น การอุดฟันหรือรักษารากฟัน
  • อาการผิวไหม้ ซึ่งเป็นอาการจะพบได้ในบางรายที่มีผิวบอบบางและการใช้พลังงานความร้อนที่สูงเกินไป
  • อาจโดนเส้นประสาทบนใบหน้าจนทำให้หน้าเกิดอาการเบี้ยว เนื่องจากการใช้พลังงานคลื่นที่ปล่อยออกมาไม่สม่ำเสมอหรือเครื่องไม่ได้คุณภาพ

วิธีการเตรียมตัวก่อนการทำ Hifu

ควรดูแลสุขภาพให้พร้อมสมบูรณ์ ดังนี้

  • งดทานยาและวิตามินในกลุ่มที่ทำให้เลือดออกง่าย เช่น วิตามินอี แปะก๊วย ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนทำการรักษา
  • งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 1 สัปดาห์
  • ควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพราะสารอาหารที่จำเป็นจะช่วยในเสริมสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ให้เพิ่มขึ้น

วิธีการดูแลตัวเองหลังการทำ Hifu

  • ถ้าหากรู้สึกว่าปวดเมื่อยหรือตึงบริเวณที่รักษามาก สามารถทานยาแก้ปวด (พาราเซตามอล) เพื่อบรรเทาอาการได้
  • สามารถบำรุงผิวด้วยการทาครีมหรือเซรั่มได้ตามปกติ หรือถ้าหากมีผิวแห้งมาก ๆ แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิว
  • หลีกเลี่ยงแสงแดด ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังทำ เพราะรังสี UVA และ UVB จากแสงแดดจะไปทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ชั้นผิวหนัง จึงควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ
  • หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ต้องเผชิญมลภาวะ เช่น ฝุ่นหรือควัน
  • งดการนวด ขัด หรือถูหน้าแรง ๆ ในช่วง 1 สัปดาห์แรก ดังนั้น ถ้าต้องทำทำความสะอาดผิวหน้า ควรออกแรงเบา ๆ เพื่อลดอาการบาดเจ็บหรืออักเสบบนใบหน้า
  • งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้ผิวเกิดการเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
  • ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์หรืออาหารเสริม เช่น คอลลาเจน วิตามินซี จะช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
  • ควรดื่มน้ำที่มีฤทธิ์เป็นด่าง (น้ำแร่) ประมาณ 5-2 ลิตรต่อวัน เพื่อคงความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
  • ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างการทำงานของกล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และยังช่วยให้การทำงานของต่อมน้ำเหลืองมีการขับของเสียได้ดียิ่งขึ้น

การทำ Hifu แต่ละครั้งจะต้องใช้กี่ช็อต

จำนวนช็อตในการรักษาด้วย Hifu ขึ้นอยู่กับปัญหาความหย่อนคล้อย ปริมาณไขมันที่สะสม และสภาพผิวของแต่ละคน โดยแพทย์จะเป็นผู้ทำการประเมินก่อนรักษาอย่างละเอียด ซึ่งการรักษาในตำแหน่งที่ต้องการยกกระชับ จะใช้จำนวนช็อต (Shot) ประมาณ 200-1600 ช็อต

  • บริเวณใบหน้า ได้แก่ หน้าผาก ตา และคิ้ว ประมาณ 100-200 ช็อต , ใต้คางและกรอบหน้า ประมาณ 200 ช็อต และแก้มทั้งสองข้าง ประมาณ 300-500 ช็อต
  • บริเวณลำตัว ได้แก่ ต้นแขน หน้าท้อง และต้นขา จะใช้ประมาณ 800-1600 ช็อต

การทำ Hifu กี่วันถึงจะเห็นผล

  • หลังการรักษาในวันแรก จะเห็นผลลัพธ์ของการยกกระชับและเต่งตึงได้ทันทีหลังทำ ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์
  • จะค่อย ๆ เห็นผลการรักษาในช่วงเดือนที่ 3 เป็นต้นไป เพราะการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่จะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเห็นชัดเจนว่าผิวมีความเรียบเนียนขึ้น
  • ในเดือนที่ 4-6 จะเห็นผลลัพธ์ของการรักษาได้อย่างชัดเจนและอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าผิวยกกระชับ รูขุมขนเล็กลง และดูอ่อนเยาว์ขึ้น
  • การรักษาด้วย Hifu เพียงครั้งเดียว จะคงสภาพการรักษาอยู่ได้นานประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปีขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล)
  • สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก แนะนำให้ทำปีละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างชัดเจน

ค่าใช้จ่ายในการทำ Hifu

จากที่กล่าวมาข้างต้น การรักษาด้วย Hifu จะขึ้นอยู่กับสภาพผิวและปัญหาความหย่อยคล้อยในบริเวณที่ต้องการรักษา ซึ่งแต่ละคนจะใช้จำนวนครั้งและจำนวนช็อตของการยิงแตกต่างกัน ดังนั้น จึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อการประเมินก่อนทำการรักษา เพื่อจะได้เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ประมาณ 6,000–60,000 บาท