ฟิลเลอร์ VS ร้อยไหม อะไรดีกว่ากัน

คนเราเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นร่างกายผิวพรรณที่เคยสดใส เปล่งปลั่ง ก็จะแปรเปลี่ยนโรยราไปตามอายุ ระบบผิวหนังภายในเริ่มสูญเสียคอลลาเจน อีลาสติน และสารพื้นฐาน (Ground Substance) ต่าง ๆ ในร่างกาย ส่งผลให้ผิวหนังเริ่มมีความหย่อยคล้อย ร่องแก้ม และริ้วรอยต่าง ๆ ก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น สร้างความกังวลใจให้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว ทำให้หลายคนพยายามหาช่องทางในการฟื้นฟูบำรุงรักษา เพื่อให้กลับมาสดใส เต่งตึง ผิวแลดูอ่อนเยาว์ดังเดิม

ซึ่งในปัจจุบันก็ได้มีสถาบันเสริมความงามมากมายที่ให้บริการ พร้อมให้คำปรึกษาอย่างถูกจุดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนัง อีกทั้งโปรโมชั่นพิเศษที่ออกมาตอบโจทย์สำหรับผู้ที่สนใจ โดยผลิตภัณฑ์ที่กำลังได้รับความนิยมและคงปฏิเสธไม่ได้เลยอยู่ในขณะนี้ก็คือ ฟิลเลอร์ นั่นเอง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยฟื้นฟูผิวโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด

แต่ก็มีผลิตภัณฑ์อีกตัวหนึ่งคือ ร้อยไหม ซึ่งทั้งสองประเภทนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกมา เพื่อมีวัตถุประสงค์ช่วยในการฟื้นฟูผิวให้กลับมายกกระชับ ปรับรูปหน้าให้เต่งตึง ดูอ่อนเยาว์โดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดเหมือนกัน แต่ก็คงมีหลายคนกำลังสงสัยอยู่ใช่หรือไม่ ว่าทั้งสองประเภทนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร เราลองมาทำความรู้จักกันเลย

ฟิลเลอร์คืออะไร?

ฟิลเลอร์ คือ สารประเภทของเหลวที่ช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป โดยฟิลเลอร์ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบันคือ สาร Hyaluronic Acid มีชื่อย่อคือ HA ที่เป็นองค์ประกอบสารพื้นฐานของชั้นผิวหนังแท้ (Ground Substance) ที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ การฉีดสาร HA เข้าสู่ร่างกายนั้นให้ผลการแพ้น้อยกว่าประเภทคอลลาเจนฟิลเลอร์ และยังคงอยู่ได้นานกว่าด้วย โดยจะทำหน้าที่ช่วยให้ชั้นผิวหนังแท้มีความเรียบเนียน เต่งตึง ปรับรูปหน้าให้สวยมีมิติ ซึ่งจะไปทดแทนในส่วนที่ขาดหายไป ฟื้นฟูผิวให้กลับมาสู่สภาพเดิมได้ดีขึ้นเพราะสารประเภทนี้เมื่อฉีดเข้าไปแล้วจะไม่เกิดการไหลไปมาหลังฉีด บริเวณที่นิยมฉีดฟิลเลอร์ได้แก่ หน้าผาก ใต้ตา จมูก ปาก และแก้มเป็นต้น

ประเภทของฟิลเลอร์

สามารถแยกได้อยู่ 3 ประเภท ได้แก่

  1. ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว (Temporary filler) คือ ฟิลเลอร์ที่สังเคราะห์ขึ้นมาให้มีลักษณะใกล้เคียงกับส่วนที่มีในผิวหนัง สามารถสลายไปเองตามธรรมชาติ มีความปลอดภัยสูง อยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน เช่น สาร Hyaluronic acid (HA) สารคอลลาเจน (Collagen)
  2. ฟิลเลอร์แบบถาวร (Permanent filler) คือ ฟิลเลอร์ที่เป็นสารเติมเต็มประเภท ซิลิโคนเหลว หรือ พาราฟิน ไม่สามารถสลายไปเอง ให้ผลลัพธ์แบบถาวร แต่อาจส่งผลข้างเคียงในระยะยาวเช่น เกิดการอักเสบ หรือ บริเวณที่ฉีดเปลี่ยนรูปได้
  3. ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร (Semi-Permanent filler) คือ ฟิลเลอร์ที่สังเคราะห์ขึ้นมาเช่นกัน เข้ากันได้กับเนื้อเยื่อ มีอายุประมาณ 2 ปี มีความปลอดภัยระดับปานกลาง เช่น สาร Polymethy-Methacrylate (PMMA) และ สารPolyakylimide

ข้อควรปฏิบัติก่อนฉีด

  1. การเลือกคลินิกในการใช้บริการ ควรศึกษาข้อมูลของคลินิกให้ดีก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการ ว่าได้มาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือและผ่านการรับรองหรือยัง เนื่องจากฟิลเลอร์ได้รับความนิยมอย่างมาก ทำให้มีหลายคลินิกเปิดให้บริการ หากไม่ตรวจสอบให้ดีก็อาจพบคลินิกไม่ดีได้
  2. การปรึกษาแพทย์ เมื่อตรวจสอบข้อมูลอย่างถี่ถ้วนแล้วควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนัง โดยแจ้งรายละเอียดประวัติส่วนตัวของตนเองว่าเคยมีอาการแพ้ใด ๆ หรือไม่ เพื่อที่แพทย์จะได้ให้คำแนะนำอย่างถูกจุด และไม่เกิดผลกระทบต่อร่างกายตามมาทีหลัง
  3. ควรงดยาแก้ปวด ประเภทยาแอสไพริน ยาต้านการอักเสบเพื่อป้องกันการฟกช้ำ
  4. งดวิตามินอี น้ำมันปลา หรือสารสกัดสมุนไพรที่ทำให้เลือกหยุดไหลยากอย่างโสม เพราะอาจทำให้เกิดภาวะช้ำได้ง่ายกว่าปกติ
  5. งดการออกกำลังกายอย่างหนัก หรือ กิจกรรมที่ทำให้เลือกสูบฉีด เช่น ซาวน่า คาร์ดิโอเป็นต้น
  6. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1-3 วันก่อนฉีด
  7. วันที่นัดฉีดฟิลเลอร์ควรล้างทำความสะอาดผิวหน้าก่อนพบแพทย์

ข้อควรปฏิบัติหลังฉีด

  1. หลังทำทันทีจะมีอาการช้ำ บวมแดงในตำแหน่งที่ทำ ไม่ควรเกา หรือแตะกดนวด ณ ตำแหน่งนั้น ซึ่งอาการเหล่านี้จะดีขึ้นภายใน 2-3 วัน
  2. งดออกกำลังกายหนัก ๆ การทำสปาผิวหน้า หรือกิจกรรมซาวน่าที่ทำให้ใบหน้าได้รับความร้อน
  3. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ การสูบบุหรี่
  4. งดทานอาหารหมักดอง และงดทานอาหารที่ต้องอยู่หน้าเตาร้อนอย่างเช่น หมูกระทะ ปิ้งย่างและชาบู
  5. ควรดื่มน้ำเปล่าเพื่อช่วยให้ฟิลเลอร์ที่ฉีดสู่ผิวมีความอิ่มน้ำ ฟื้นฟูอยู่ได้นานมากขึ้น
  6. ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ความเสี่ยงของฟิลเลอร์

หลังจากที่ทำการฉีดฟิลเลอร์มาแล้วนั้น ใบหน้าจะมีอาการบวมแดง แต่ก็จะหายบวมประมาณ 3-5 วัน และจะเห็นผลได้ชัดเจนประมาณ 7 – 14 วันหลังฉีด ซึ่งในบางคนก็จะมีผลข้างเคียงอย่างเช่น เกิดผื่นแดงบริเวณที่ฉีด แต่อาการเหล่านี้จะเบาบางลงไปเอง และมีอาการปวดก็สามารถรับประทานยาแก้ปวดที่ทางคลินิกจัดไว้ให้ แต่สำหรับบางคนที่มีกรณีแพ้อย่างรุนแรงส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะแสดงอาการดังนี้

  1. มีการติดเชื้อ จากเข็มที่ใช้ไม่สะอาด
  2. เป็นแผลเป็นบริเวณผิวหนังที่ฉีด
  3. สำหรับคนที่ศัลยกรรมจมูกมา ควรหลีกเลี่ยงการฉีดที่จมูกเพราะอาจทำให้เกิดพังผืดได้

การฉีดฟิลเลอร์เหมาะสำหรับใคร?

เหมาะสำหรับบุคคลที่มีปัญหาริ้วรอย ร่องลึกบริเวณใบหน้าที่สังเกตเห็นได้ชัด เช่น รอยลึกรอบดวงตา จมูกปาก แก้ม แล้วต้องการได้รับการฟื้นฟู เติมเต็มให้ผิวหน้าสดใส แลดูอ่อนเยาว์เพิ่มขึ้น

การบำรุงดูแลผิวหลังฉีดฟิลเลอร์

แน่นอนว่าหลังทำจะมีอาการบวมช้ำ แต่หลังจากผ่านไป 1 – 2 อาทิตย์ อาการบวมเหล่านี้ก็จะหายไป และสามารถใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว หรือแต่งหน้าได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนประกอบของกรดผลไม้ หรือที่มีส่วนประกอบ AHA BHA และ Retinoids ที่สร้างความระคายเคืองให้ผิวได้

ข้อดี

  1. เห็นผลทันทีหลังฉีด
  2. ใช้เวลาในการพักฟื้นไม่นาน
  3. ช่วยทำให้ผิวหน้าในส่วนที่เคยกังวล กลับมากระชับ เต่งตึง แลดูอ่อนเยาว์
  4. ไม่เกิดสารตกค้างในร่างกายในฟิลเลอร์ประเภทชั่วคราว

ข้อเสีย

  1. เกิดผลข้างเคียงระยะยาวในฟิลเลอร์ประเภทถาวร
  2. หากใช้ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้ผ่านการรับรองโดยอย. อาจเสี่ยงติดเชื้อได้
  3. ควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีการรีวิวจากผู้เคยใช้บริการจริง เพื่อป้องกันผลเสีบตามมาภายหลัง

การร้อยไหม

นวัตกรรมอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้ฟิลเลอร์เลยก็คือ การร้อยไหมนั่นเอง ซึ่งเป็นหัตถการที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก โดยเป็นการใช้ไหมละลายประเภทพอลิไดอ๊อกซาโนน (Polydioxanone มีชื่อย่อ PDO) เป็นเส้นไหมที่ใช้มากในวงการศัลยกรรมการเย็บ สามารถสลายไปเองโดนไม่ทิ้งสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย

โดยเอาเส้นไหมมาทำการสอดสู่ผิวหน้าบริเวณใต้ชั้นผิวหนัง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีเช่น ยกกระชับผิวหน้า ปรับรูปหน้าให้วีเชฟ เต่งตึง เพราะเมื่อทำการร้อยไหมเข้าไป ก็เหมือนไปทำปฏิกิริยากับร่างกาย กระตุ้นให้ผิวหนังเกิดการอักเสบ มีการสร้างเส้นเลือดขึ้นมาใหม่ ทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนตาม และเกี่ยวพันบริเวณรอบเส้นไหม ทำให้ผิวหน้าเหมือนมีแรงตึง รู้สึกกระชับทันทีหลังทำ นอกจากนี้ยังช่วยให้ระบบโลหิตไหลเวียนไปเลี้ยงชั้นผิวหนังได้เพิ่มขึ้น

ประเภทของเส้นไหม

สามารถแยกได้ 3 ประเภทดังนี้

  1. เส้นไหมเรียบ (Mono threads)

เป็นเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยงหรือปุ่มเกลียว ใช้ร้อยบริเวณหน้าผาก  ใต้ตา และคอ ช่วยให้ผิวหนังมีความเต่งตึงดี แต่ไม่ได้ช่วยยกกระชับชั้นผิวหนัง

  1. เส้นไหมเกลียว (Screw threads)

เป็นเส้นไหมเส้นเดียวหรือสองเส้นพันเกลียวเข้าหากัน ช่วยเพิ่มปริมาตรบริเวณผิวหนังที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่ง แข็งแรงกว่าไหมเส้นเรียบ ไหมประเภทนี้เหมาะกับการยกชั้นผิวหนังที่หย่อนยาน

  1. เส้นไหมเงี่ยง (Cog threads)

เป็นเส้นไหมเส้นเดียวที่มีเงี่ยงตลอดแนว ช่วยให้เกิดการยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง โดยเงี่ยงจะทำหน้าที่เหมือนโครงสร้างช่วยยกเนื้อเยื่อ หรือบริเวณผิวหนังที่หย่อนยาน กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่รอบ ๆ เส้นไหมและเงี่ยง เหมาะกับผู้ที่ต้องการยกกระชับบริเวณคาง หรือต้องการปรับโครงหน้าให้เรียววีเชฟ

ข้อดี

  1. ใช้เวลาในการร้อยไหมไม่นาน
  2. เห็นผลได้อย่างชัดเจนหลังทำ เพราะเงี่ยงไหมที่คล้ายตะขอเกี่ยวดึงผิวหน้าทำให้รู้สึกกระชับ
  3. ไหมจะละลายไปเองโดยไม่ทิ้งสิ่งตกค้างภายในร่างกาย
  4. ใช้เวลาพักฟื้นหลังทำไม่นาน
  5. ไม่มีรอยแผลเป็นใหญ่

ข้อเสีย

  1. หากร้อยโดยผู้ไม่ชำนาญอาจเกิดพังผืดในชั้นผิวได้ และทำให้เกิดการผิดรูปหน้า
  2. เกิดอาการแพ้เช่น บวมแดง มีรอยแผลเล็ก ๆ หากอุปกรณ์อย่างเข็มที่ทำการร้อยไม่สะอาด
  3. หากเส้นไหมที่ร้อยไม่ได้มาตรฐาน จะเกิดการจับตัวเป็นก้อนและทำให้เกิดหนองบริเวณที่ร้อยได้

จากข้อความข้างต้นสิ่ง ๆ หนึ่งที่การร้อยไหมเหมือนการฉีดฟิลเลอร์เลยก็คือ ทั้งสองประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งการผ่าตัดเลย เป็นการกระทำต่อผิวหน้าโดยตรง ที่สะดวก ใช้เวลาไม่นาน และให้ผลลัพธ์ทันทีหลังทำ ทำให้หลายคนตัดสินใจเลือกใช้บริการประเภทนี้ แต่ถ้าจะถามว่าอะไรดีกว่ากันก็ขึ้นอยู่กับต้องการของแต่ละคน เพราะสุดท้ายแล้วการฉีดฟิลเลอร์และการร้อยไหม ล้วนมีจุดประสงค์ที่ต้องการฟื้นฟูให้ผิวยกกระชับ สดใสเปล่งปลั่ง กลับมาอ่อนเยาว์ดังเดิม รู้อย่างนี้แล้วใครที่กำลังวางแผนสำหรับเสริมความงาม ก็อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลของคลินิกให้ดีก่อนนะ จะได้ไม่เกิดผลเสียตามมาทีหลัง