ฟิลเลอร์แต่ละประเภทอยู่ได้นานแค่ไหน

สาว ๆ หลายคนคงกำลังกังวลใจเกี่ยวกับอายุที่เพิ่มมากขึ้นกันอยู่ใช่ไหม ยิ่งเมื่อเรามีอายุเพิ่มมากขึ้นร่างกายและผิวพรรณของเราที่เคยสดใส เปล่งปลั่ง ก็ต้องแปรเปลี่ยนสภาพดูเสื่อมโทรม โรยราไปตามอายุ ริ้วรอยและปัญหาต่าง ๆ ก็คงตามมาอย่างแน่นอน รวมไปถึงระบบผิวหนังภายในร่างกายเริ่มมีการสูญเสียคอลลาเจน อีลาสติน และสารพื้นฐาน (Ground Substance) ต่าง ๆ ในร่างกาย ที่ส่งผลให้ผิวหนังเริ่มมีความหย่อยคล้อย ร่องแก้มลึก และริ้วรอยบนใบหน้าก็ยิ่งเห็นได้ชัดมากขึ้น ทำให้สาว ๆ หลายคนมองหาวิธีฟื้นฟูบำรุงรักษา เพื่อให้ผิวของเรากลับมากระชับ เรียบเนียน กล้าที่จะเผยผิวแลดูอ่อนเยาว์อย่างมั่นใจ วันนี้เราจะมาแนะนำการฉีดฟิลเลอร์ ที่เป็นนวัตกรรมที่ทันสมัยสามารถตอบโจทย์ของสาว ๆ ได้อย่างแน่นอน ถ้างั้นเรามาดูกันเลยว่า การฉีดฟิลเลอร์มีอะไรบ้าง

ฟิลเลอร์คืออะไร

ฟิลเลอร์ คือ สารประเภทเติมเต็มที่มีลักษณะเป็นของเหลว ฉีดเพื่อช่วยเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป ซึ่งฟิลเลอร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบันคือสารไฮยาลูโรนิค เอซิด (Hyaluronic Acid) เรียกย่อ ๆ ว่า สารHA โดยเป็นองค์ประกอบของสารพื้นฐานในชั้นผิวหนังแท้ (Ground Substance) ที่ร่างกายของเราสามารถดูดซึมได้ เมื่อสาร HA เข้าสู่ร่างกายจะช่วยให้ผิวหนังมีความกระชับ เรียบเนียน เต่งตึง ปรับรูปหน้าให้สวยมีมิติ เมื่อเปรียบเทียบกับคอลลาเจนฟิลเลอร์จะให้ผลการแพ้น้อยกว่า และยังคงประสิทธิภาพอยู่ได้นานกว่าด้วย โดยฟิลเลอร์นั้นสามารถฉีดได้ทั้งบริเวณใบหน้าแล้ว ยังสามารถฉีดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ด้วย เพียงแต่การฉีดฟิลเลอร์บริเวณใบหน้าได้รับความนิยมกว่า โดยบริเวณที่นิยมฉีดฟิลเลอร์มีดังนี้

  • หน้าผาก : ช่วยให้หน้าผากดูมีมิติ และปรับโหงวเฮ้งตามความเชื่อส่วนบุคคล
  • ขมับ : เพื่อแก้ปัญหาขมับตอบ และช่วยให้ใบหน้ามีความอ่อนเยาว์ดูเป็นธรรมชาติ
  • ถุงใต้ตา : เพื่อให้ใต้ตาที่ดูโทรม หมองคล้ำ และเป็นร่อง กลับมาแลดูสดใส และแก้ปัญหาร่องใต้ตาลึกและกว้างด้วย
  • จมูก : เป็นการฉีดเพื่อให้ปลายจมูก/สันจมูก ดูสวยมีมิติ และดูเป็นธรรมชาติ
  • แก้ม และร่องแก้ม : เพื่อเติมร่องแก้มที่ลึกให้ดูตื้นขึ้น และช่วยยกกระชับแก้มได้ด้วย
  • ปากและมุมปาก : ช่วยให้ปากดูเป็นอวบอิ่ม เป็นกระจับ และยกมุมปากให้สวยได้รูป
  • ตามแนวกรอบหน้า/สันกราม : เพื่อช่วยลดเหนียง และปรับโครงหน้าให้คมชัดมากขึ้น
  • ปลายคาง : เพื่อให้ใบหน้าดูเรียวเป็นรูปวีเชฟมากขึ้น

ต่อมาเราก็มาทำความรู้จักกันว่าฟิลเลอร์มีกี่ประเภท และแต่ละประเภทมีระยะเวลาอยู่ได้นานแค่ไหนมาดูกันเลย โดยหลัก ๆ ฟิลเลอร์สามารถแยกได้อยู่ 3 ประเภท ได้แก่

  • ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว (Temporary filler) คือ ฟิลเลอร์ที่สังเคราะห์ขึ้นมาให้มีลักษณะคล้ายกับส่วนที่มีในชั้นผิวหนัง สามารถสลายไปเองตามธรรมชาติ มีความปลอดภัยสูง มีอายุคงอยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน เช่น สารไฮยาลูโรนิค เอซิด (Hyaluronic Acid )และ สารคอลลาเจน (Collagen)
  • ฟิลเลอร์แบบถาวร (Permanent filler) คือ ฟิลเลอร์ที่เป็นสารเติมเต็มประเภท ซิลิโคนเหลว หรือ พาราฟิน ไม่สามารถสลายไปเอง ให้ผลลัพธ์แบบถาวร แต่ส่งผลข้างเคียงกับร่างกายในระยะยาว หากจะเอาออกต้องผ่าขูดออกอย่างเดียวเท่านั้น
  • ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร (Semi-Permanent filler) คือ ฟิลเลอร์ที่สังเคราะห์ขึ้นมาเหมือนฟิลเลอร์แบบชั่วคราว มีความเข้ากันได้กับเนื้อเยื่อ มีความปลอดภัยระดับปานกลาง เช่น สารPolyakylimide และสารPolymethy-Methacrylate (PMMA)

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์

ก่อนทำแพทย์จะทำการฉีดยาชาหรือทายาก่อนเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด จากนั้นจะทำการฉีดฟิลเลอร์ลงบริเวณที่ตกลงกันไว้ ใช้เวลาในการฉีดประมาณ 15-30 นาที พอฉีดเสร็จแล้วจะเห็นผลทันที และจะเห็นผลชัดเจนมากขึ้นประมาณ 3-5 วัน ซึ่งฟิลเลอร์ที่ฉีดลงไปจะให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพคงอยู่ได้นานถึง 4-6 เดือน

สิ่งที่ควรทำก่อน-หลังฉีดฟิลเลอร์

ก่อน

  • เลือกคลินิกที่มีความน่าเชื่อถือ มีมาตรฐาน สามารถตรวจสอบได้
  • ปรึกษากับแพทย์เพื่อขอข้อมูล และให้แพทย์ทำการประเมินบริเวณที่จะฉีด ที่สำคัญเลยก็คือ อย่าลืมแจ้งอาการแพ้ยา และโรคประจำตัว
  • ฟิลเลอร์ที่ใช้ต้องมีมาตรฐานการรับรองจากอย. เพื่อความปลอดภัยต้องสามารถตรวจสอบได้
  • งดรับประทานวิตามินอี และอาหารเสริม สารสกัดสมุนไพรต่าง ๆที่มีผลต่อการเกิดภาวะช้ำได้ง่ายอย่าง โสม กิงโกะ น้ำมันปลา และน้ำมันโอเมก้า3 เป็นต้น
  • งดรับประทานยาต้านการอักเสบ และยาแก้ปวดเช่น ยาแอสไพริน NSAIDs เช่น Ibruprofen diclofenac ponstan เนื่องจากยาประเภทนี้มีฤทธิ์ในการต้านการแข็งตัวของเลือด
  • งดการทำเลเซอร์ หรือทำสปาผิวหน้า เพราะถือเป็นการผลัดเซลล์ผิว ให้ผิวหน้าที่บอบบางของเราเกิดการอักเสบ หรือ ระคายเคืองได้ง่ายหลังจากที่ฉีดฟิลเลอร์
  • งดผลิตภัณฑ์บำรุงผิว หรือยาทาที่ผลัดช่วยเซลล์ผิว ที่มีส่วนประกอบของ AHA BHA และ Retinols, Tretinoin (Retin-A), Glycolic Acid หรือครีมทาในกลุ่ม Anti-Aging ชั่วคราว เนื่องจากจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่
  • งดกิจกรรมที่ทำให้เลือกสูบฉีดมากกว่าปกติอย่าง การซาวน่า และการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio)

หลัง

  • งดเอามือไปสัมผัสบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ ไม่ควรกด นวด รวมถึงสัมผัสแรง ๆ เพราะอาจทำให้ฟิลเลอร์เกิดการเคลื่อนย้ายไปมาจากบริเวณที่ฉีดได้
  • งดการทำเลเซอร์ การนวด ทำทรีทเม้นท์ และทำสปาผิวหน้า เพราะจะส่งผลให้ผลลัพธ์ที่ต้องการไม่เป็นไปตามที่แพทย์วางแผนไว้ หรือ ไม่ได้ผลเลย อีกทั้งยังเสี่ยงต่อปัญหารูปหน้าผิดปกติได้
  • หลีกเลี่ยงแสงแดด และความร้อน หลังฉีดช่วง 48 ชั่วโมงแรก เพราะการเจอความร้อนที่อุณหภูมิสูง จะส่งผลต่อการเซทตัวของฟิลเลอร์ นอกจากนี้ก็ควรงดทานอาหารอย่าง หมูกระทะ ปิ้งย่าง และชาบูด้วย เพราะใบหน้าของเราต้องเผชิญกับความร้อนอยู่ตลอดเวลาขณะกิน
  • งดผลิตภัณฑ์บำรุงดูแลผิวที่มีส่วนประกอบของกรดผลไม้ที่มีส่วนประกอบของ AHA BHA และ Retinoids เพราะอาจทำให้ผิวที่บอบบางเกิดการระคายเคืองได้
  • งดรับประทานวิตามินอี อาหารเสริม หรือสารสกัดสมุนไพรต่าง ๆ อย่างโสม กิงโกะ น้ำมันปลา และน้ำมันโอเมก้า 3 เนื่องจากสารพวกนี้จะทำปฏิกิริยาต่อร่างกาย รวมทั้งให้ผลข้างเคียงเสี่ยงต่อภาวะช้ำได้ง่าย
  • งดยาแก้ปวด และยาต้านการอักเสบ เนื่องจากยาเหล่านี้มีสรรพคุณต้านการแข็งตัวของเลือด ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงทั้งก่อน-หลังการฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 1 สัปดาห์
  • ควรดื่มน้ำในปริมาณที่มากกว่าปกติ เพราะฟิลเลอร์มีความสามารถในการอุ้มน้ำและดูดซึมน้ำได้ดี การดื่มน้ำในปริมาณมาก จะช่วยให้ฟิลเลอร์มีความอิ่มน้ำนานขึ้น ส่งผลให้ผิวมีความเอิบอิ่ม ดูเป็นธรรมชาติตามไปด้วย
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้เลือดในร่างกายสูบฉีด อาจส่งผลต่อบริเวณที่ฉีดได้ และถ้าเรามีอาการเมาไม่ได้สติ เราอาจเผลอเอามือไปกด หรือ สัมผัสบริเวณที่ฉีดได้เช่นกัน
  • งดกิจกรรมออกกำลังกายที่ทำให้เลือกสูบฉีดมากกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็น การซาวน่า และ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio)

ข้อดี

  • เห็นผลทันทีหลังทำ
  • ใช้เวลาในการพักฟื้นไม่นาน
  • ช่วยทำให้ผิวหน้ากระชับ เรียบเนียน เต่งตึง กล้าที่จะเผยผิวแลดูอ่อนเยาว์
  • ไม่ทิ้งสารตกค้างในร่างกายในฟิลเลอร์ประเภทชั่วคราว
  • ไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด

ความเสี่ยง

หลังจากฉีดฟิลเลอร์มาแล้ว ใบหน้าจะมีอาการบวม แดงช้ำ แต่อาการเหล่านี้ก็จะลดลงภายใน 3-5 วัน และจะเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจนประมาณ 7-14 วันหลังการฉีด ถึงแม้ฟิลเลอร์จะมีโอกาสแพ้น้อย แต่สำหรับบางคนที่มีอาการแพ้อย่างรุนแรง จะแสดงอาการดังนี้

  • เกิดการติดเชื้อ จากเข็มที่ใช้ไม่สะอาด
  • เป็นแผลเป็นบริเวณผิวหนังที่ฉีด
  • อาการปวดไม่บรรเทาลงสักที และยิ่งปวดมากขึ้น
  • สำหรับคนที่ศัลยกรรมจมูกมา ควรหลีกเลี่ยงการฉีดที่จมูกเพราะอาจทำให้เกิดพังผืดได้
  • เกิดผลข้างเคียงระยะยาวในฟิลเลอร์ประเภทถาวร

การฉีดฟิลเลอร์นั้นจะคงอยู่ได้ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็สามารถฉีดเพิ่มเติมได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดี รู้อย่างนี้แล้วใครที่กำลังวางแผนจะฉีดฟิลเลอร์ ก็อย่าลืมตรวจสอบคลินิกที่จะใช้บริการให้ดีก่อน