บอกลาปัญหาถุงใต้ตาด้วย Thermage

หลาย ๆ ท่านที่มีอายุมากขึ้น ก็มักจะพบกับปัญหาของความหย่อนคล้อยและการเกิดริ้วรอยในบริเวณผิวหนังรอบดวงตา ซึ่งวิธีที่จะรักษาอาการดังกล่าวได้ก็คือ เทคโนโลยียกกระชับที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง (Monopolar RF) หรือที่เรียกว่า Thermage คลื่นนี้จะไปเหนี่ยวนำให้เกิดความร้อนในชั้นใต้ผิวหนัง เพื่อยกกระชับผิวหนังรอบดวงตา กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ในชั้นผิว รวมทั้งยังช่วยทำให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้นอีกด้วย

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับบริเวณผิวหนังรอบดวงตา

  1. ปัญหาถุงใต้ตาบวม จะเกิดจากการสะสมของไขมันและน้ำรอบดวงตา เนื่องจากอายุเพิ่มขึ้นจะเกิดการเสื่อมสภาพของคอลลาเจนและอีลาสติน จึงทำให้เกิดความหย่อนคล้อย หากเกิดการสะสมมาก ๆ ก็จะทำให้ขนาดและน้ำหนักของถุงใต้ตานั้นใหญ่ขึ้น ซึ่งการสะสมดังกล่าวเป็นผลมาจาก โรคภูมิเเพ้ การติดเชื้อในโพรงไซนัส ความดันโลหิตสูง การทานอาหารที่มีรสเค็มจัด หรือการร้องไห้เป็นเวลานาน
  2. ปัญหาของรอยหมองคล้ำใต้ตา เกิดจากระบบไหลเวียนโลหิตที่ไม่ปกติ เส้นเลือดดำขยายตัว จึงเกิดการคั่งและซึมของเลือดรอบบริเวณดวงตา เพราะเส้นเลือดฝอยที่เปราะบาง ส่งผลให้ขอบตาคล้ำ หรือการสะสมของเมลานินใต้ชั้นผิว มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม อาการของโรคผิวหนังอักเสบ การเเพ้เครื่องสำอาง และการทำให้บริเวณดวงตาระคายเคือง เช่น การขยี้ตาเป็นเวลานาน
  3. ปัญหาริ้วรอยรอบดวงตา ผิวหนังเกิดการสูญเสียความยืดหยุ่นและความกระชับ เนื่องจากการเสื่อมสภาพของคอลลาเจนและอิลาสติน จึงทำให้เกิดริ้วรอยต่าง ๆ รอบดวงตา ไม่ว่าจะเป็น ร่องลึก รอยย่น บริเวณหางตาและใต้ตา รอบดวงตา จะบอบบางกว่าบริเวณผิวหนังส่วนอื่น สาเหตุที่ทำให้พบกับปัญหาเหล่านี้ อาทิ การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบนใบหน้า (การยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้) การสัมผัสแสงแดดหรือการสูบบุหรี่ และอาการระคายเคืองผิวหนังใต้ดวงตาที่เรื้อรัง

วิธีป้องกันและแก้ไขปัญหาถุงใต้ตา รอยหมองคล้ำ และริ้วรอยรอบดวงตา

เมื่อทราบสาเหตุของปัญหาดังกล่าวแล้ว จึงควรดูแลรักษาผิวหนังรอบดวงตาตั้งแต่เนิ่น ๆ ควบคู่กับการรักษาด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว

  • การทำความสะอาดผิวบริเวณรอบดวงตา ควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ จะใช้น้ำสะอาดหรือน้ำยาทำความสะอาดผิวสูตรอ่อนโยน เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกและคราบไขมันที่ตกค้างให้หลุดออก ขณะที่ทำความสะอาด ควรนวดคลึงเป็นวงกลมเบา ๆ รอบดวงตา ไม่ควรออกแรงขยี้มากเกินไป เพราะจำทำให้เส้นเลือดรอบดวงตาแตก รวมทั้งยังทำให้เกิดรอยหมองคล้ำตามมาอีกด้วย
  • การดูแลผิวบริเวณรอบดวงตา ควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุง (ครีมหรือเซรั่ม) ที่มีส่วนผสมจากคอลลาเจน อีลาสติน ไฟโตสฟิงโกซีน เซลามายด์ วิตามินอี Shiso extract Hyyluronic acid และ Aloe vera อย่างสม่ำเสมอ เพราะสารบำรุงต่าง ๆที่อยู่ในผลิตภัณฑ์จะซึมซาบเข้าสู่ผิวหนัง เพื่อเป็นการบำรุงและฟื้นฟูผิวรอบดวงตาได้อีกทางหนึ่ง
  • ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีรสเผ็ดจัด ลดปริมาณการดื่มกาแฟ การดื่มเหล้า หรือการสูบบุหรี่ เพราะการกระทำเหล่านี้ จะทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดไม่ปกติ ซึ่งส่งผลให้ผิวบริเวณรอบดวงตาเกิดความหมองคล้ำได้ง่ายขึ้น
  • ควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอจะส่งผลให้ผิวมีการผลิตเม็ดสีเมลานินเพิ่มขึ้น จึงทำให้เกิดรอยคล้ำรอบดวงตา
  • การรักษาด้วยวิธีการรักษาแบบอื่น ๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหาถุงใต้ตา รอยหมองคล้ำ และริ้วรอยรอบดวงตา ควบคู่กับการดูแลตนเอง เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว ซึ่งการรักษาจะต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

หลักการทำงานของ Thermage

การรักษาด้วยเทอร์มาจเป็นเทคโนโลยีที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง (Monopolar RF) แบบขั้วเดียว ส่งความร้อนคงที่ค่าพลังงานเฉลี่ยประมาณ 40-50 องศาเซลเซียส ซึ่งระดับพลังงานความร้อนดังกล่าวเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการใช้บนผิวหนัง ลงลึกสู่ชั้นใต้ผิวหนังในระดับชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous) ความลึกประมาณ 4.3 มิลลิเมตร คลื่นจะช่วยกระตุ้นการทำงานของโครงสร้างที่อยู่ใต้ชั้นผิวหนังให้มียกกระชับผิว (Lightening) ขึ้นในทันที โดยการให้ความร้อนอย่างสม่ำเสมอ จะทำ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่เพิ่มขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้ คือ สภาพผิวที่แข็งแรงและดูอ่อนเยาว์ หากทำการรักษาต่อเนื่องก็จะเห็นผลได้อย่างชัดเจนขึ้น สามารถทำการรักษาได้ทั้งผิวหน้าและลำตัว

การรักษาด้วย Thermage เหมาะกับใครบ้าง

เหมาะสำหรับผู้ที่อายุประมาณ  25-60 ปี ต้องการยกกระชับผิวหน้าที่หย่อนคล้อยหรือบริเวณผิวหนังรอบดวงตา เช่น หนังตาตก หางคิ้วตก หรือมีเซลล์ลูไลท์บริเวณต้นแขน หน้าท้อง สะโพก และต้นขา

ข้อดีของการรักษาด้วย Thermage

  • แก้ปัญหาความหย่อนคล้อยบริเวณผิวหนังรอบดวงตา ถุงใต้ตา หลังทำเห็นผลการยกกระชับ (Tightening) และผิวที่เรียบเนียนขึ้นประมาณ 20-30 % จะเห็นผลลัพธ์อย่างเห็นได้ชัดในช่วง 6 เดือน การรักษาอยู่ได้นานประมาณ 1-2 ปี
  • การรักษาจะใช้เวลาประมาณ ครั้งละ 1-2 ชั่วโมง
  • ไม่มีรอยบวมช้ำ รอยเย็บ แผลหลังการทำ จึงสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ เช่น การบำรุงผิว หรือแต่งหน้า
  • สามารถปรับริ้วรอยที่หมองคล้ำ ให้กลับมากระจ่างใสขึ้น ด้วยการรักษาเพียงครั้งเดียว
  • เพื่อผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว สามารถทำซ้ำได้อย่างต่อเนื่อง ปีละ 1 ครั้ง
  • การรักษาด้วย Thermage มีความปลอดภัยสูง เพราะมีการพัฒนาและปรับปรุงเทคโนโลยีที่ใช้อย่างต่อเนื่อง จึงค่อนข้างมั่นใจได้ว่าในระยะยาวจะไม่เกิดผลข้างเคียง

ขั้นตอนการรักษาด้วย Thermage

1.        ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด

2.        ทายาชาในบริเวณที่จะทำ ทิ้งไว้ประมาณ 30-45 นาที

3.        จะทำการติดแผ่นที่มีลักษณะเป็นตาราง หรือเรียกว่า Grid Paper ลงบนผิว

4.        ผู้รับบริการจะต้องใส่ Eyeshiled เพื่อป้องกันดวงตาสัมผัสกับคลื่น RF ขณะทำจะรู้สึกอุ่นหรือร้อนที่ผิวเล็กน้อย

5.        แพทย์จะทำการรักษาในจุดต่าง ๆ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที

6.        เสร็จสิ้นขั้นตอนแล้ว จะทำความสะอาดผิวอีกครั้ง (ถ้าหากต้องการแต่งหน้า ก็สามารถทำได้ทันทีหลังทำ)

วิธีการดูตัวเองก่อนและหลังการรักษาด้วย Thermage

  • ก่อนทำการรักษา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทราบข้อมูลและวางแผนการรักษา
  • หลังรักษา สามารถกลับมาใช้ชีวิตหรือกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ เช่น การใช้ครีมหรือเซรั่มบำรุงผิว ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป เพื่อป้องการรังสียูวีเอและยูวีบี หรือการแต่งหน้า

ผลข้างเคียงหลังการรักษาด้วย Thermage 

โดยทั่วไปหลังการรักษา จะไม่พบผลข้างเคียงที่รุนแรงมากนัก โดยอาจพบอาการต่าง ๆ ได้ดังนี้

  • อาการแดงที่ผิวเล็กน้อยหลังทำ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการปล่อยคลื่นพลังงานความร้อนลงสู่ชั้นใต้ผิวหนัง แต่อาการก็จะหายได้เองภายใน 2-3 วัน
  • จะพบอาการบวมได้เล็กน้อย แต่ไม่ถึงขั้นต้องพักฟื้น
  • บางรายอาจเกิดอาการของผิวไหม้ (Burn) ซึ่งในกรณีนี้จะเกิดจากการประเมินสภาพผิวหรือขั้นตอนการรักษาที่ผิดพลาดของแพทย์ เช่น การให้พลังงานคลื่นความร้อนนั้นควรอยู่ในระดับอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการใช้บนผิวหน้า โดยการรักษาจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ หรือความเชี่ยวชาญของแพทย์เฉพาะด้านเท่านั้น

ข้อควรระวัง

  • การรักษาด้วย Thermage จะไม่เหมาะกับผู้ที่มีอายุที่เกิน 60 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีปัญหาผิวค่อนข้างหย่อนคล้อยมาก
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวต้องใช้อุปกรณ์เทียมที่เป็นโลหะ (pacemaker) เช่น โรคหัวใจ ควรหลีกเลี่ยงการรักษา เพราะการรักษาดังกล่าวจะต้องใช้คลื่น อาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยได้
  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเริมหรืองูสวัด ควรหลีกเลี่ยงการทำเป็นอย่างยิ่ง
  • ผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงที่มีการให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำการรักษา

ราคาของการรักษาด้วย Thermage

ราคาจะขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต้องการรักษาและจำนวนซ็อตที่ใช้ ผู้เข้ารับบริการแต่ละท่านจะใช้จำนวนที่แตกต่างกัน ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นจะมีราคาประมาณ 30,000–100,000 บาท