ทํา Hifu กี่วันถึงจะหายบวม

การเลือกวิธีการรักษาที่สามารถเรียกคืนความมั่นใจให้กับผู้ที่กำลังมีปัญหาผิวหน้าและผิวกายที่ขาดความกระชับ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเพิ่มมากขึ้น ร่างกายจะมีการสร้างเส้นใยคอลลาเจน (Collagen) และอีลาสติน (Elastin) ที่ลดลง จึงทำให้ผิวหนังเกิด ริ้วรอย หย่อนคล้อย และเหี่ยวย่น ซึ่ง High Intensity Focused Ultrasound หรือ Hifu เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีความปลอดภัยสูง

แต่ในบางรายที่รักษาด้วย Hifu อาจเกิดอาการบวมในบริเวณที่ทำ ซึ่งอาการดังกล่าวจะไม่ร้ายแรงและหายไปเองได้หลังจากรักษา ประมาณ 1 สัปดาห์ อาการบวมเกิดขึ้นได้จากเซลล์เนื้อเยื่อเกิดการอักเสบ (Cellulitis) ก็คือ ภาวะการติดเชื้อบริเวณผิวหนังหรือเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ซึ่งบริเวณที่บวมจะมีสีผิวที่เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นสีชมพูหรือแดง เมื่อสัมผัสด้วยมือแล้วจะรู้สึกอุ่น ๆ หรือมีอาการปวดร่วมด้วย แต่อาการบวมมักจะเกิดกับผู้ที่มีผิวหนังที่ค่อนข้างบอบบาง

เทคโนโลยี High Intensity Focused Ultrasound คืออะไร

Hifu คือ เทคโนโลยีด้านความงามที่ใช้คลื่นเสียงที่มีความถี่สูง (คลื่นอัลตร้าซาวน์) ส่งพลังงานลงไปในชั้นใต้ผิวหนังได้ถึง 3 ระดับ คือ

  • ผิวชั้นบน ลึก 1.5-2.0 มิลลิเมตร
  • ผิวชั้นกลาง ลึก 3.0 มิลลิเมตร
  • ผิวชั้น SMAS ลึก 4.5 มิลลิเมตร

จะเป็นกล้ามเนื้อชั้นเดียวกับการใช้ผ่าตัดดึงหน้า จะทำให้เกิดการหดตัว จึงเกิดเป็นจุดรอยเย็บที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 มิลลิเมตร ซึ่งจุดเล็ก ๆ ที่เกิดจะไปกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อในชั้นใต้ผิวหนังขึ้นมาใหม่ ก็คือ ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) เซลล์ผิวที่ผลิตคอลลาเจนและอิลาสติน โดยเนื้อเยื่อที่สร้างขึ้นมาใหม่จะมีลักษณะที่แน่นกว่าเดิม จึงสามารถช่วยลดเลือนริ้วรอย ไขมัน เซลลูไลท์ ยกกระชับ และไม่ส่งผลกระทบกับผิวชั้นนอก

การทำ Hifu เหมาะกับใครและไม่เหมาะกับใครบ้าง

การทำ Hifu เหมาะกับ

  • ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 25-35 ปี ที่มีปัญหาหย่อนคล้อยไม่มาก ต้องการยกกระชับผิว
  • ผู้ที่มีริ้วรอยต่าง ๆ ต้องการลดเลือนริ้วรอย
  • ผู้ที่มีรูปหน้าไม่ชัดเจน ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียว
  • ผู้ที่มีไขมันส่วนเกินสะสมตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย

การทำ Hifu ไม่เหมาะกับ

  • ผู้ที่มีบาดแผลเปิด เช่น การฉีกขาดและมีเลือดไหลออกมา
  • ผู้ที่มีกำลังเป็นสิวอักเสบชนิดที่มีความรุนแรงมาก
  • ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคเอดส์), โรคภูมิแพ้ (โรคหอบหืด โรคผื่นแพ้ผิวหนัง) และโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตนเอง (โรคลูปัส)
  • ผู้ที่ใช้อุปกรณ์เทียมที่เป็นโลหะ เช่น โรคหัวใจที่ต้องใช้เครื่องกระตุ้นชนิดถาวร หรือ Pacemaker
  • ผู้ที่ต้องรับประทานยาเป็นประจะ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง
  • ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด ได้แก่ ยา Warfarin ที่ใช้เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดแข็งตัวได้ง่าย
  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์และอยู่ในช่วงในนมทารก

การทำ Hifu มีข้อดีอย่างไรบ้าง

  1. สามารถยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยได้ทั้งบริเวณใบหน้า (หน้าผาก หางตา แก้ม ใต้คาง ลำคอ) และร่างกาย (ต้นแขน หน้าท้อง เอว สะโพก ต้นขา)
  2. การรักษาด้วยวิธีนี้จะไม่ใช้เข็มหรือการผ่าตัด โดยจะไม่พบบาดแผลและไม่ต้องพักฟื้นเป็นเวลานาน
  3. หลังทำสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ
  4. จะเห็นผลของการยกกระชับหลังทำทันที
  5. Hifu เป็นเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัย ซึ่งจะใช้หัวยิงส่งคลื่นพลังงานลงสู่ชั้นใต้ผิวหนังที่มีลักษณะเป็นจุด ๆ กลับมาทำซ้ำได้ตามต้องการ เพราะการทำ hifu จะส่งผลให้ผิวของเรามีการสร้างคอลลาเจน และสามารถยกกระชับได้อย่างต่อเนื่อง
  6. สามารถทำร่วมกับการรักษาแบบอื่น ๆ ได้ เช่น การฉีดฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ หรือการร้อยไหม
  7. ใช้ระยะเวลาในการรักษาประมาณ 1 ชั่วโมง
  8. มีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมาก ราคาเริ่มต้นที่ 6,000–60,000 บาท

หลังทำ Hifu กี่วันถึงจะหายบวม

หลังทำ  Hifu บางรายจะเกิดอาการบวมในบริเวณที่ทำ ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยของเครื่อง Hifu ส่งพลังงานออกมาได้ไม่คงที่ จึงทำให้พลังงานกระจุกกันอยู่ที่เดียว ไม่เรียงกันเป็นเส้น หรือการปรับค่าพลังงานที่สูงหรือต่ำเกินไป ทำให้ส่งพลังงานออกมาไม่สม่ำเสมอ อาการบวมที่เกิดขึ้นจะหายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์

การทำ Hifu มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

  1. ก่อนทำต้องปรึกษาและแจ้งประวัติการรักษาของเราทั้งหมดให้แพทย์ทราบ เพื่อให้แพทย์ประเมินและวางแนวทางการรักษาให้เหมาะสม
  2. จะเริ่มจากการทำความสะอาดบริเวณผิวที่ต้องการทำ โดยจะออกแรงนวดเบา ๆ เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกให้หลุดออก
  3. จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการทายาชาทิ้งไว้ประมาณ 30-45 นาที ใช้ยาชาเพื่อระงับอาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นขณะทำการรักษา และจะทำการทาเจลใสบนผิวหนังลงไปในบริเวณที่ต้องการทำ ต่อมาแพทย์จะนำหัว Hifu มาทาบให้ชิดผิวหนังและจะทำการยิงคลื่นพลังงาน (การรักษาด้วย Hifu ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น) ขั้นตอนนี้จะใช้เวลารักษาประมาณ 30-60 นาที ขณะทำจะรู้สึกอุ่น ๆ เล็กน้อย
  4. เมื่อรักษา Hifu เสร็จสิ้นแล้ว ต้องทำความสะอาดผิวเป็นขั้นตอนสุดท้าย

ระยะเวลาในการเห็นผลหลังทำ Hifu

  • หลังทำ Hifu ทันที จะเห็นผลได้ประมาณ 20 % จะเห็นผลชัดเจนขึ้นในช่วงเดือนที่ 3 เนื่องจากเนื้อเยื่อและคอลลาเจนจะค่อย ๆ สร้างขึ้นใหม่ได้อย่างสมบูรณ์
  • ผลการรักษาจะคงสภาพอยู่ได้ต่อเนื่องประมาณ 6 เดือน (จะขึ้นกับสภาพผิวและการดูแลตนเองหละงทำของแต่ละคนด้วย)

หลังจากการทำ Hifu จะต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง

ข้อควรปฏิบัติหลังทำ

  • สามารถแต่งหน้าได้ปกติ เพราะจะไม่มีบาดแผลปรากฏหลังทำ
  • เมื่อมีอาการตึง เมื่อย หรือปวด บริเวณผิวที่ทำ เพื่อสามารถรับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol)เพื่อบรรเทาอาการปวดได้
  • หากมีอาการบวมมาก แนะนำให้เข้ารับการรักษากับแพทย์ทันที ซึ่งแพทย์จะให้รับประทานยาปฏิชีวนะ ได้แก่ ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หลังจากได้รับยาประมาณ 2-3 วัน แล้วอาการบวมจะดีขึ้นเรื่อย ๆ
  • ในช่วงที่มีอาการ ควรนอนหนุนหมอนหรือนั่งให้อยู่สูงกว่าระดับของหัวใจ เพื่อลดอาการบวม
  • ควรบำรุงผิวหน้าและผิวกายเป็นประจำ ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ครีมที่มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์ (Moisturizer) เพราะจะมีคุณสมบัติที่ช่วยบำรุงผิวหนังชั้นนอกสุดให้กลับมาดูชุ่มชื่น และช่วยลดการระเหยของน้ำในผิวหนัง
  • ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF (Sunburn Protection Factor) ประมาณ 30-50 เนื่องจากในแสงแดดจะมีรังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet Ray หรือ UV) ที่ส่งผลกระทบต่อผิวหนัง คือ รังสี UVA จะทำให้ผิวหนังดูหยาบกร้านและมีสีที่คล้ำขึ้น ซึ่งเกิดจากการกระตุ้นเซลล์เม็ดสีให้สร้างเม็ดสี (Melanin Pigment) มากขึ้น ส่วนรังสี UVB จะทำให้ผิวหนังเกิดอาการร้อนแดง (Erythema) หรืออาการไหม้ (Burn) จึงรู้สึกแสบร้อน รวมทั้งยังก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย
  • ควรรับประทานอาหารที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนให้แก่ร่างกาย ได้แก่ เกลือแร่ วิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ หรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจำพวกคอลลาเจนและวิตามินซี ควรดื่มน้ำเปล่าให้ได้อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ข้อห้ามหลังทำ

  1. หลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดในช่วงกลางวัน ประมาณ 1-2 สัปดาห์แรก
  2. หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนกับผิวหนัง ได้แก่ การอบผิว การซาวหน้า หรือการทำเลเซอร์ เนื่องจากความร้อนจะไปทำให้การฟื้นฟูสภาพผิวได้ช้าลง
  3. หลีกเลี่ยงการเผชิญกับมลภาวะทั้งฝุ่นและควัน เพราะสามารถทำลายคอลลาเจนและยังทำให้เกิดริ้วรอยขึ้นได้
  4. หลีกเลี่ยงความเครียด เพราะเกิดความเครียดจะส่งผลให้ร่างกายผลิตสารคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ไปทำลายคอลลาเจนในชั้นใต้ผิวหนัง
  5. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงและรสจัด
  6. งดการนวด ขัด หรือถู บริเวณใบหน้าแรง ๆ เพราะจะทำให้ผิวเกิดอาการบาดเจ็บและฟกช้ำขึ้นได้
  7. งดการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน จึงแนะนำให้ผู้ที่จะเข้ารับบริการ ควรศึกษาข้อมูลของการรักษาด้วย Hifu ให้ละเอียดก่อนการตัดสินใจ เพราะการรักษาทุกอย่างล้วนมีทั้งผลดีและผลข้างเคียงที่ตามมาได้