ต้องทํา Thermage กี่ครั้ง

คอลลาเจน เป็นองค์ประกอบหลักในชั้นหนังแท้ ซึ่งร่างกายสามารถสร้างได้เองตามธรรมชาติและยังมีหน้าที่ช่วยให้ผิวดูยืดหยุ่นและแข็งแรง เมื่อมีอายุเพิ่มขึ้นร่างกายผลิตคอลลาเจนได้น้อยลงและส่วนที่มีอยู่เดิมนั้นจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพไปตามวัย ส่งผลให้ผิวหย่อนคล้อย ขาดความตึงกระชับ มีถุงใต้ตา หรือผิวเป็นเปลือกส้ม โดยปัจจัยที่ทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพ

นอกจากอายุแล้ว ก็ยังมีกรรมพันธุ์ การเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน แสงแดด มลภาวะ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และความเครียด ดังนั้น การทำ Thermage จึงสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้เกิดใหม่ ทำให้ผิวแข็งแรงและดูยกกระชับขึ้นได้

Thermage คืออะไร

Thermage (เทอร์มาจ) เป็นเทคโนโลยีด้านความงามที่ถูกพัฒนาและปรับปรุงกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการรักษาจะใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง (Radio Frequency หรือ RF) ส่งผ่านพลังงานความร้อนเข้าไปยังชั้นใต้ผิวหนัง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผิวหนังด้านบน

หลักการทำงาน Thermage

การรักษาโดยการใช้คลื่นความถี่วิทยุแบบขั้วเดียว (Monopolar Radio Frequency) เป็นเทคโนโลยีการรักษาที่ปลอดภัยสูง ส่งพลังงานความร้อนลงลึกประมาณ 4.3 มิลลิเมตร เข้าสู่ชั้นผิวหนัง ได้แก่ ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous fat) ทำให้คอลลาเจน (Collagen) และอีลาสติน (Elastin) เดิมเกิดการหดตัวและกระตุ้นการผลิตขึ้นมาใหม่

ค่าระดับพลังงานความร้อนที่ใช้

อุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียส ซึ่งค่าระดับพลังงานความร้อนจะเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการใช้บนผิวหนังมนุษย์ได้

สามารถทำ Thermage บริเวณไหนได้บ้าง

สามารถทำการรักษาได้ทั้งบริเวณใบหน้าและลำตัว เช่น หน้าผาก คิ้ว รอบดวงตา แก้ม คาง ลำคอ ต้นแขน หน้าท้อง สะโพก และต้นขา

Thermage เหมาะกับใครบ้าง

  • ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อย ไม่ตึงกระชับ
  • ผู้ที่มีถุงใต้ตา
  • ผู้ที่มีมีริ้วรอย
  • ผู้ที่มีไขมันสะสมค่อนข้างมาก
  • ผู้ที่ผ่านการคลอดบุตร
  • ผู้ที่มีรูขุมขนกว้าง

Thermage ไม่เหมาะกับใครบ้าง

  • ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยค่อนข้างมาก
  • ผู้ที่อยู่ในช่วงกำลังตั้งครรภ์
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ต้องใส่อุปกรณ์เทียมโลหะ เช่น Pacemaker
  • ผู้ที่มีบาดแผลเปิด
  • ผู้ที่เป็นสิวอักเสบ เช่น สิวหัวช้าง
  • ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด
  • ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ผู้ที่เป็นโรคหอบหืด
  • ผู้ที่เป็นโรคติดเชื้อไวรัสเริม
  • ผู้ที่เป็นโรคมะเร็ง

ข้อดีของ Thermage

  • เน้นการทำให้ผิวแน่น (Tightening) ยกกระชับและดูอ่อนเยาว์ขึ้น
  • ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงให้กับผิว
  • ช่วยลดเลือนริ้วรอย ลดขนาดของรูขุมขน และทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น
  • ช่วยสลายไขมันสะสมที่อยู่ในชั้นใต้ผิวหนัง และเซลลูไลท์ (Cellulite)
  • เครื่องเทอร์มาร์จที่นำมาใช้ได้ผ่านการรับรองมาตรจากองค์กรอาหารและยา (FDA) จากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย
  • หัวเทอร์มาร์จจะมีการกระจายพลังงานความร้อนที่สม่ำเสมอ
  • ขณะทำจะไม่รู้สึกเจ็บ เนื่องจากขณะทำการรักษาจะมีการใช้ระบบสั่น
  • ขั้นตอนในการทำที่สะดวก และรวดเร็ว
  • เป็นเทคโนโลยีการรักษาที่ไม่มีบาดแผลและไม่ต้องพักฟื้นหลังทำ
  • ทำเพียงครั้งเดียวอยู่ได้นานประมาณ 1 ปี
  • หลังทำสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันที

ข้อเสียของ Thermage

อาจมีผลข้างเคียง เช่น อาการผิวแห้ง แดง บวม ระบม คัน และลอก เนื่องจากพลังงานความร้อนลงสู่ชั้นใต้ผิวหนัง แต่จะหายไปได้เอง
บางรายอาจอาการผิวไหม้ เนื่องจากผิวบอบบางหรือการใช้พลังงานความร้อนที่แรงเกินไป ไม่สม่ำเสมอ และไม่เสถียร
ค่าใช้จ่ายในการทำค่อนข้างสูง

ทำ Thermage อย่างไรให้ปลอดภัย

  • สถานพยาบาลหรือคลินิกต้องมีบรรยากาศปลอดโปร่ง สะอาด และน่าเชื่อถือ
  • เครื่องที่ใช้ต้องได้รับการรับรองมาตรฐานเรื่องคุณภาพ
  • การรักษาด้วย Thermage ต้องเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำให้เท่านั้น
  • ก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษา ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อประเมินสภาพผิวและวางแนวทางการรักษา
  • ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ขั้นตอนการทำ Thermage

  • ทำความสะอาดผิวบริเวณที่ต้องการทำ
  • ทายาชาทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หรือจนยาชาออกฤทธิ์ และทำการเช็ดออก
  • กำหนดตำแหน่งในการวางหัวเครื่อง Thermage
  • วางหัวเครื่องบนผิว จากนั้นจะปล่อยพลังงานความร้อนลงสู่ชั้นใต้ผิวหนังทั้ง 3 ระดับ จะมีระบบการสั่นสะเทือน (Vibration) เพื่อลดความเจ็บ และการปล่อยระบบทำความเย็น (Cooling) เป็นระยะ ๆ เพื่อปกป้องชั้นผิวด้านบน
  • สุดท้ายจะทำการมาส์กหน้า เพื่อลดอุณหภูมิให้กับผิว และทำความสะอาดผิวอีกครั้ง

ระยะเวลาการทำ Thermage

ใช้ระยะเวลาการทำแต่ละครั้ง ประมาณ 1-2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและบริเวณที่ทำ

ความรู้สึกขณะทำ Thermage

ขณะทำการรักษาจะรู้สึกผ่อนคลายและรู้สึกอุ่น ๆ บริเวณผิวเล็กน้อย เนื่องจากการกระตุ้นผิวด้วยพลังงานความร้อน แต่ไม่ถึงกับร้อนหรือเจ็บจนทนไม่ได้

จะเริ่มเห็นผล Thermage เมื่อไหร่

จะเห็นผลของการรักษาทันทีประมาณ 20-30 % พบว่าผิวบริเวณที่ทำดูเต่งตึงและกระชับขึ้น เริ่มเห็นผลชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่เดือนที่ 2 และจะเห็นผลการยกกระชับได้ชัดเจนที่สุดในเดือนที่ 6 โดยผิวจะดูแข็งแรงและมีการผลิตคอลลาเจนในชั้นใต้ผิวหนังอย่างต่อเนื่อง

Thermage จะคงภาพอยู่ได้นานแค่ไหน

การรักษาด้วย Thermage แต่ละครั้ง จะคงสภาพอยู่ได้นานประมาณ 1-2 ปี หรือบางรายอาจจะอยู่ได้น้อยกว่านั้น จะขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องของอายุ สภาพผิว และการดูแลรักษาผิวหลังทำของแต่ละคน

การดูแลผิวหลังทำ Thermage

การรักษาจะเป็นใช้คลื่นพลังงานความร้อนส่งผ่านไปยังชั้นใต้ผิวหนังของเรา ดังนั้น หลังการทำในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก ควรดูแลและฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาแข็งแรง โดยจะมีวิธีการปฏิบัติตัวดังนี้

  • ควรใช้น้ำเปล่าทำความสะอาดผิว
  • ควรบำรุงผิวหน้าและผิวกายด้วยครีมหรือโลชั่นมอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer) ที่มีสารสกัดจากธรรมชาติอย่าง น้ำแร่ น้ำนม และเชียร์บัตเตอร์ หลังการอาบน้ำเป็นประจำ
  • ควรดูแลผิวด้วยการพอกผิวด้วยว่านหางจระเข้ น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว และน้ำผึ้ง
  • ควรรับประทานอาหารหรืออาหารเสริมที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน เช่น ปลาทะเล ผักและผลไม้ที่มีวิตามินซี เพราะจะช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่ง
  • ควรดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน หรือย่างน้อยวันละ 1.5 ลิตร
  • ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยเสริมสร้างการทำงานของกล้ามเนื้อและการไหลเวียนโลหิตของร่างกาย
    ควรพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ควรรับประทานยาแก้ปวด เมื่อมีอาการเจ็บหรือปวดที่ผิว
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดด เพราะในแสงแดดจะมีรังสีอัลตราไวโอเลตอย่างยูวีเอ (UVA) และ ยูวีบี (UVB) ที่ไปทำลายผิวหนัง จึงควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปทุกวัน
  • หลีกเลี่ยงการนวด ขัด และถูบริเวณผิวแรง ๆ
  • หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น ประคบร้อน ซาวน่า อบไอน้ำ และทำเลเซอร์
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาทาหรือแต้มสิว
  • หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีสารพาราเบน (Paraben) หรือสารกันเสีย และซิลิโคน (Silicone)  เพราะถ้าใช้เป็นเวลานานจะทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองและอุดตันรูขุมขนได้
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารไวท์เทนนิ่ง (Whitening) ได้แก่ กรดโคจิก (Kojic Acid) กรดเรตินอยด์ (Retinoic ฤAcid) กรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) อาร์บูติน (Alpha-Arbutin) ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) และวิตามินซี (VitaminC)
  • หลีกเลี่ยงมลภาวะ ฝุ่นละออง และควัน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวเกิดความหมองคล้ำ และริ้วรอย
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เนื่องจากจะมีสารนิโคติน (Nicotine) จะไปทำให้ผิวหนังเกิดการเหี่ยวย่นได้ก่อนวัย
    ดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน จะทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น
  • หลีกเลี่ยงความเครียด จะทำให้ร่างกายเกิดการผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ออกมาในปริมาณที่เกินความจำเป็น

ราคา Thermage

การทำ Thermage มีราคาเริ่มตั้งแต่ 10,000 จนถึง 100,000 บาท โดยค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับปัญหาผิวและจำนวนช็อต (Shot) ที่ใช้ของแต่ละคน

ต้องทํา Thermage กี่ครั้ง

ผู้ที่มีปัญหาผิวน้อยถึงปานกลางสามารถทำการรักษาได้ปีละครั้ง แต่ถ้ามีปัญหาผิวค่อนข้างมากจะแนะนำให้กลับมาทำซ้ำทุก 6 เดือน เพื่อประสิทธิภาพของผลลัพธ์ที่จะคงสภาพอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง