ฉีดฟิลเลอร์ตรงจุดไหนดี

สาว ๆ เมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้นแน่นอนว่าคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนังของร่างกายเราก็เริ่มฝ่อลง เสื่อมโทรมมากขึ้น ทำให้ผิวพรรณของเราที่เคยกระชับ เต่งตึง ก็เริ่มลดน้อยลงกลายเป็นร่องลึกและกว้าง ทำให้สาว ๆ หลายคนเริ่มกังวัลและหันมาดูแลตัวเองด้วยครีมบำรุงแม้จะช่วยได้บ้างแต่ว่าก็เห็นผลช้าจึงไม่ทันใจสาว ๆ อีกทั้งยังเห็นผลไม่ชัดเจนอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีนวัตกรรมที่ทันสมัยอย่าง “ฟิลเลอร์ (Filler)” ที่สามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้จุดได้ รวมไปถึงช่วยในเรื่องของการปรับโครงหน้า ให้กลับมาดูสวยเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การฉีดฟิลเลอร์ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่สาว ๆ วันนี้เรามีข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับฟิลเลอร์มาแนะนำกันดังนี้

ฟิลเลอร์คืออะไร

เป็นสารเติมเต็มที่เลียนแบบหรือสังเคราะห์มากจากสารที่มีในเซลล์ผิวหนังเราตามธรรมชาติ ในปัจจุบันมีฟิลเลอร์อยู่หลายประเภทเช่น คอลลาเจน ไขมัน และซิลิโคน แต่มีสารประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมและได้รับการยอมรับมากกว่า นั่นก็คือสารไฮยาลูโรนิค เอซิด (Hyaluronic Acid หรือ HA) มีความเหมาะสมในการแก้ปัญหาผิวหนัง ช่วยฟื้นฟูเติมเต็มผิวในส่วนที่ขาดหายไปของชั้นผิวหนังให้กระชับ เต่งตึง และช่วยเพิ่มปริมาณเนื้อเยื่อเพื่อทดแทนคอลลาเจนในส่วนที่มีร่องที่ลึก ให้กลับมาดูตื้นและเรียบเนียนมากขึ้น อีกทั้งฟิลเลอร์ยังมีความปลอดภัย ไม่เป็นอันตราย โอกาสแพ้มีน้อย รวมไปถึงสามารถสลายได้เองตามธรรมชาติอีกด้วย

ประเภทของฟิลเลอร์

สามารถจำแนกออกได้ 3 ประเภท คือ

  1. ฉีดฟิลเลอร์แบบถาวร (Permanent filler)

เป็นฟิลเลอร์ประเภทหนึ่งที่เคยได้รับความนิยมเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่เนื่องจากฟิลเลอร์แบบถาวรให้ผลเสียกับตัวผู้ฉีด ในระยะยาว มีภาวะแทรกซ้อนกับร่างกายเป็นอย่างมาก เพราะฟิลเลอร์ประเภทนี้จะไม่สามารถสลายไปได้เองตามธรรมชาติ หากต้องการจะกำจัดออกต้องผ่านการผ่า/ขูดออกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ฟิลเลอร์ประเภทนี้ได้แก่ ซิลิโคนเหลว หรือน้ำมันพาราฟิน และเม็ดพลาสติก

  1. .ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร (Semi-Permanent filler)

เป็นฟิลเลอร์ที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมา มีความเข้ากันได้กับเนื้อเยื่อ ปลอดภัยในระดับปานกลาง คงประสิทธิภาพอยู่ได้ประมาณ 2 ปี ได้แก่ สารPolyakylimide และสารPolymethy-Methacrylate (PMMA)

  1. ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว (Temporary filler)

เป็นฟิลเลอร์ประเภทสารไฮยาลูโรนิค เอซิด (Hyaluronic Acid) ที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาเช่นกัน มีความปลอดภัยมากกว่าประเภทอื่น ๆ เนื่องจากสามารถสลายไปได้เองตามธรรมชาติ จะคงประสิทธิภาพอยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน แต่สามารถฉีดเพิ่มเติมได้ไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย

ฟิลเลอร์ฉีดตรงไหนได้บ้าง

ฟิลเลอร์นั้นสามารถฉีดได้ทั้งบริเวณใบหน้า และตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพียงแต่ว่าบริเวณใบหน้าจะได้รับความนิยมมากกว่า วันนี้เราจะมาแนะนำกันว่าส่วนที่สาว ๆ นิยมฉีดบนใบหน้ามีอะไรบ้างเรามาดูพร้อมกันเลย

  • หน้าผาก : ปรับโหงวเฮ้ง และช่วยให้หน้าผากดูมีมิติ
  • ขมับ : เป็นการเติมขมับบุ๋ม ช่วยลดริ้วรอยตีนกาได้
  • ใต้ตา : เป็นการฉีดด้วยฟิลเลอร์ที่มีอนุภาคเล็ก ช่วยให้ใต้ตาที่ดูโทรมกลับมาสดใส ไม่หมอง แก้ปัญหาร่องใต้ตาลึกและกว้างด้วย
  • จมูก : ฉีดให้ปลายจมูก/สันจมูก ดูสวยมีมิติและเป็นธรรมชาติ
  • โหนกแก้ม ร่องแก้ม : เป็นการฉีดเพื่อเติมร่องแก้มให้ดูตื้นขึ้น รวมทั้งช่วยยกกระชับแก้มด้วย
  • ปาก มุมปาก : ช่วยให้ปากดูเป็นกระจับ อวบอิ่ม พร้อมยกมุมปากให้สวยได้รูป
  • คาง : ทำให้ใบหน้าดูเรียวเป็นวีเชฟขึ้น
  • แนวสันกราม : เพื่อช่วยลดเหนียง และปรับให้กรอบหน้าคมชัดมากขึ้น

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์

จะต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังและมีประสบการณ เพื่อที่จะได้ทำการฉีดถูกตำแหน่ง วันนัดแพทย์จะทำการฉีดยาชาหรือทายาบริเวณที่ฉีดทิ้งไว้สักพัก จากนั้นจึงทำการฉีดฟิลเลอร์ลงสู่ชั้นผิวหนังใช้เวลาในการฉีดประมาณ 15-45 นาทีขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีด หลังจากฉีดฟิลเลอร์แล้วจะเห็นผลได้ชัดทันที และจะเห็นผลชัดเจนมากขึ้นประมาณ 3-5 วัน ฟิลเลอร์ที่ฉีดลงไปจะให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานถึง 6 เดือน หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนด้วย

สิ่งที่ควรทำก่อน-หลังฉีดฟิลเลอร์

ก่อน

  1. หาคลินิก

แน่นอนว่าก่อนที่เราจะตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์นั้น การหาคลืนิกที่จะใช้บริการเป็นสิ่งแรกเลยที่ควรทำ โดยพิจารณาว่าคลินิกมีมีมาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ หรือ มีรีวิวที่สามารถตรวจสอบได้จากคนที่เคยทำมาก่อนหน้า รวมทั้งแพทย์ผู้ฉีดต้องมีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญมาก ๆ ถ้าหากไม่ตรวจสอบให้ดีก่อน ก็จะทำให้เราได้รับผลเสียตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเสียเงิน เสียเวลา และอาจเกิดผลเสียกับใบหน้าหลังฉีดได้

  1. แจ้งอาการแพ้ และโรคประจำตัว

หากเคยมีประวัติแพ้ยา หรือมีโรคประจำตัว ควรบอกให้แพทย์ทราบ เพื่อที่จะได้ทำการประเมินความเสี่ยงก่อนฉีดฟิลเลอร์นั่นเอง

  1. การเลือกฟิลเลอร์

การเลือกชนิดฟิลเลอร์ให้มีความปลอดภัยมากที่สุดจะต้องพิจารณาโดยเลือกดูว่ายี่ห้อฟิลเลอร์ที่ฉีดนั้นมีข้อมูลต่าง ๆ ดังนี้

  • ความแข็งในแนวตั้งสำหรับคนฉีดโครงหน้า จมูก และคาง
  • ความยืดหยุ่นต่อแรงบิดตามแนวต่าง ๆ สำหรับคนฉีดร่องแก้ม ปาก และมุมปาก
  • การอุ้มน้ำว่ามีความสามารถระดับไหน เพราะหลังการฉีดเราต้องดื่มน้ำในปริมาณมากเพื่อให้ฟิลเลอร์มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การเลือกรุ่นและยี่ห้อฟิลเลอร์ให้เหมาะสมกับจุดต่าง ๆ บนใบหน้า
  • การสังเกตฟิลเลอร์แท้จาก เลขทะเบียนอย. มีรอยปรุเปิดกล่อง เลขLot ที่หลอดและข้างกล่องต้องตรงกัน มีสติ๊กเกอร์โฮโลแกรม และต้องสามารถเช็คเลขLot ได้ด้วย
  1. งดทานวิตามินและอาหารเสริม

ควรงดทานวิตามินอี น้ำมันปลา หรือสารสกัดสมุนไพรอย่างโสม ขมิ้น กิงโกะ และกระเทียม หรือ กลุ่มน้ำมันปลา น้ำมันโอเมก้า3 น้ำมันโอลีฟก่อนฉีด เนื่องจากสารเหล่านี้จะเกิดปฏิกิริยากับร่างกาย หรือ ให้ผลข้างเคียงเสี่ยงต่อการเกิดภาวะช้ำได้ง่ายกว่าปกติ

  1. งดยาต้านการอักเสบและยาแก้ปวด

ควรงดยาประเภทแอสไพริน NSAIDs อย่าง Ibruprofen diclofenac ponstan ประมาณ 1-2 สัปดาห์ก่อนฉีด เนื่องจากยาประเภทนี้มีฤทธิ์ในการต้านการแข็งตัวของเลือด ถ้าพลาดฉีดโดนเส้นเลือดจะทำให้ฟกช้ำได้ง่าย และเลือดหยุดไหลยาก

  1. ควรงดผลิตภัณฑ์บำรุงผิว หรือยาทาที่ผลัดเซลล์ผิว

ควรงดใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนประกอบของ AHA BHA และ Retinols, Tretinoin (Retin-A), Glycolic Acid หรือครีมทาในกลุ่มAnti-Aging ทุกชนิดชั่วคราว เพราะส่วนประกอบเหล่านี้อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวได้

  1. งดทำเลเซอร์ หรือสปาผิวหน้า

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการผลัดเซลล์ผิวให้ผิวหน้าที่บอบบางของเราเกิดการอักเสบ หรือ ระคายเคืองหลังฉีดฟิลเลอร์ได้ ดังนั้นจึงควรงดทำมาก่อนอย่างน้อย 1 สัปดาห์

  1. งดดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ กิจกรรมที่ทำให้เลือกสูบฉีด

ควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีดได้มากกว่าปกติอย่าง การซาวน่า และการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio)

หลัง

  1. งดสัมผัสบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์

ห้ามกด นวด รวมถึงการสัมผัสหนัก ๆ บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ เพราะฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไปจะอยู่ ณ ตำแหน่งนั้น การที่เราสัมผัสอาจทำให้ฟิลเลอร์เกิดการเคลื่อนย้ายไปมาจากบริเวณที่ฉีดได้

  1. งดการนวด ทำทรีทเม้นท์ ทำสปาผิวหน้า และการทำเลเซอร์

สำหรับคนฉีดฟิลเลอร์ใบหน้าควรเลี่ยง เพราะจะส่งผลให้ผลลัพธ์ที่ต้องการไม่เป็นไปตามที่แพทย์วางแผนไว้ หรือ ไม่เกิดผลเลย และยังเสี่ยงต่อปัญหารูปหน้าด้วย รวมทั้งยังอาจสร้างความระคายเคือง และการอักเสบกับใบหน้าได้

  1. งดรับประทานวิตามิน หรือ อาหารเสริมบางชนิด

วิตามินอี น้ำมันปลา หรือสารสกัดสมุนไพรต่าง ๆ ไม่ว่าจะก่อน-หลังฉีดฟิลเลอร์ ควรงดทานเพราะสารจำพวกนี้จะทำปฏิกิริยากับร่างกาย หรือ ให้ผลข้างเคียงกับคนไข้ เสี่ยงต่อการเกิดภาวะช้ำได้ง่ายกว่าปกติ

  1. งดยาแก้ปวด และยาต้านการอักเสบ

ควรงดรับประทานเหล่านี้ เพราะมีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดเช่น ยาแอสไพริน ยาไอบูโพรเฟน และยาลดการอักเสบบางชนิดที่ควรหลีกเลี่ยงทั้งก่อน-หลังการฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 1 สัปดาห์

  1. ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด และความร้อน

หลังฉีดช่วง 48 ชั่วโมงแรกแพทย์จะแนะนำให้คนไข้หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดด อุณหภูมิที่มีความร้อนสูง หรืองดทำกิจกรรมที่ต้องเจอความร้อนเช่น การซาวน่า หรือการรับประทานอาหารอย่าง หมูกระทะ ปิ้งย่าง และชาบู ที่ใบหน้าต้องอยู่เผชิญกับความร้อนอยู่ตลอดเวลา การหลีกเลี่ยงจะช่วยให้ฟิลเลอร์มีการเซทตัวได้ดีขึ้น

  1. งดผลิตภัณฑ์บำรุงดูแลผิวที่มีส่วนประกอบของกรดผลไม้

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนประกอบของ AHA BHA และ Retinoids ควรงดใช้ชั่วคราว เพราะส่วนประกอบเหล่านี้อาจทำให้ผิวมีการระคายเคืองได้

  1. ควรดื่มน้ำในปริมาณที่มาก

คุณสมบัติของฟิลเลอร์คือมีความสามารถในการอุ้มน้ำและดูดซึมได้ดี การดื่มน้ำในปริมาณที่มากกว่าปกติ จะช่วยให้ฟิลเลอร์มีความอิ่มน้ำอยู่ได้นาน ผิวมีความเอิบอิ่ม ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นตามไปด้วย

  1. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่

นอกจากส่งผลทางตรงแล้วยังส่งผลทางอ้อมได้ด้วยเช่น เมื่อมีอาการมึนเมาไม่ได้สติ เราอาจเผลอเอามือไปกด หรือ สัมผัสบริเวณที่ฉีดได้ อีกทั้งแอลกอฮอล์ยังทำให้เลือดในร่างกายสูบฉีด อาจทำให้มีเลือดออกบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ได้ ส่วนการสูบบุหรี่นั้นสำหรับคนฉีดฟิลเลอร์ที่ปาก อาจทำให้ปากของเราได้รับผลกระทบ เกิดการผิดรูปลักษณ์ได้

ข้อควรระวัง

แม้สาร HA จะมีความปลอดภัยสามารถสลายไปเองตามธรรมชาติได้ แต่สำหรับบางคนก็มีโอกาสแพ้ได้เช่นกันซึ่งมีอาการดังนี้

  1. กรณีฉีดบริเวณใต้ตา ตาดูบวม มีถุงใต้ตาเป็นก้อน ๆ สาเหตุอาจเกิดการอุดตันในระบบทางเดินน้ำเหลือง
  1. กรณีฉีดเสริมปลายจมูก ถ้าพลาดฉีดโดนบริเวณที่มีเส้นเลือดฝอย อาจก่อให้เกิดการอุดตันของฟิลเลอร์ในเส้นเลือดฝอยบริเวณนั้น สำหรับคนฉีดเสริมจมูกหากอนุภาคของฟิลเลอร์เกิดหลุดเข้าไปอุดตันเส้นเลือดที่ตา อาจะทำให้ตาบอดได้
  1. กรณีฉีดเติมร่องแก้ม อาจเกิดการอุดตันของฟิลเลอร์ในเส้นเลือด และมีผลให้เนื้อเยื่อข้างเคียงตาย รู้ข้อมูลกันแบบนี้ สำหรับคนไหนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ หรือเล็งคลินิกที่จะใช้บริการไว้แล้ว ก็สามารถเข้าไปปรึกษากับแพทย์ก่อนได้ เพื่อความมั่นใจและให้ได้ผลลัพธ์ในแบบที่เราต้องการจริง ๆ