ข้อปฏิบัติหลังฉีดฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์ (Filler) คือ สารเติมเต็มที่ใช้สำหรับแก้ปัญหาผิว ช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมาสู่สภาพเดิมได้ดีขึ้น ในปัจจุบันมีฟิลเลอร์อยู่หลายชนิดไม่ว่าจะเป็นคอลลาเจน ไขมัน และซิลิโคน แต่จะมีฟิลเลอร์ประเภทหนึ่งที่มีความนิยมเป็นอย่างมาก ได้ถูกนำมาใช้เติมเต็ม และได้รับการยอมรับเป็นวงกว้างว่ามีความปลอดภัย ฟิลเลอร์ตัวนั้นก็คือ สารไฮยาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid) หรือ สาร HA ซึ่งเป็นสารที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาให้มีลักษณะเหมือนสารที่มีภายในร่างกาย อีกทั้งการฉีดสาร HA เข้าสู่ร่างกายนั้นให้ผลการแพ้น้อยกว่าสารประเภทคอลลาเจนฟิลเลอร์ และยังคงอยู่ได้ยาวนานกว่าด้วย โดยสาร HA จะทำหน้าที่ให้ชั้นผิวหนังแท้มีความเรียบเนียน เต่งตึง ผิวแลดูอ่อนเยาว์ โดยจะเข้าไปทดแทนในส่วนที่ขาดหายไป ตำแหน่งที่นิยมฉีดฟิลเลอร์ได้แก่ หน้าผาก ใต้ตา จมูก ริมฝีปาก และแก้มเป็นต้น

ประเภทของฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์สามารถจำแนกออกได้ 3 ประเภท คือ
1.ฉีดฟิลเลอร์แบบชั่วคราว (Temporary filler)
เป็นสารไฮยาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid) ที่สังเคราะห์ขึ้นมาให้เหมือนสารที่มีอยู่ในร่างกายตามชั้นผิวหนัง มีความปลอดภัย สามารถสลายไปเองตามธรรมชาติ เมื่อฉีดฟิลเลอร์เข้าไปยังตำแหน่งบริเวณที่ต้องการแก้ไขแล้ว สารจะคงอยู่ได้ประมาณ 4-6เดือน
2.ฉีดฟิลเลอร์แบบถาวร (Permanent filler)
ฟิลเลอร์ประเภทนี้เคยเป็นที่นิยมเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่เนื่องจากฟิลเลอร์แบบถาวรจะส่งผลเสีย ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อร่างกายเป็นอย่างมากในระยะยาว เพราะไม่สามารถสลายไปเองได้ อีกทั้งให้ผลลัพธ์ที่ถาวร หากจะกำจัดออกต้องผ่านการผ่าขูดออกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ซิลิโคนเหลว หรือน้ำมันพาราฟิน และเม็ดพลาสติก
3.ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร (Semi-Permanent filler)
เป็นฟิลเลอร์ที่สังเคราะห์ขึ้นมาเช่นกัน สามารถเข้ากันได้กับเนื้อเยื่อ ปลอดภัยระดับปานกลาง คงอยู่ได้ประมาณ 2 ปี ยกตัวอย่างเช่น สาร Polyakylimide และสาร Polymethy-Methacrylate (PMMA)

จุดประสงค์ของการฉีดฟิลเลอร์

ก็เพื่อเติมเต็มในส่วนผิวพรรณของเราที่เป็นริ้วรอย เกิดร่องลึกตามจุดต่างๆ บนใบหน้า ให้ใบหน้ากลับมากระชับ เต่งตึง มีน้ำมีนวล จากริ้วรอยที่เป็นร่องลึกก็ดูตื้นขึ้น อีกทั้งการฉีดฟิลเลอร์ยังทำให้ผิวกลับมาดูอิ่มเอิบ แลดูอ่อนเยาว์มากขึ้นอีกด้วย

กระบวนการฉีดฟิลเลอร์

การฉีดฟิลเลอร์จะต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังและมีประสบการณเท่านั้น เพราะการฉีดฟิลเลอร์จะต้องฉีดให้ถูกตำแหน่ง หลังจากที่แพทย์ประเมินลักษณะผิวและใบหน้าแล้ว แพทย์จะทำการฉีดยาชาหรือทายาลง ณ ตำแหน่งที่ต้องการแก้ไข แล้วทำการฉีดลงสู่ชั้นผิวหนัง โดยระยะเวลาในการฉีดฟิลเลอร์จะใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที เมื่อฟิลเลอร์ลงสู่ตำแหน่งที่ฉีดแล้วจะเห็นผลได้ทันที และจะยิ่งเห็นผลชัดเจนมากขึ้นประมาณ 3-5 วัน โดยฟิลเลอร์ที่ฉีดลงไปจะให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพคงอยู่ได้นานถึง 6 เดือนหรือขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนด้วย

สิ่งที่ควรทำหลังฉีดฟิลเลอร์

การฉีดฟิลเลอร์นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สะดวก รวดเร็วที่ใครหลายๆ คน ตัดสินใจเลือกใช้บริการเพื่อปกปิดร่องลึก ริ้วรอยต่าง ๆ หรือเพื่อปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์บนใบหน้าให้ดูชัดมีเสน่ห์ ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ และได้ผลลัพธ์ที่ออกมาดูสวยอย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย หลังจากที่เราฉีดฟิลเลอร์เสร็จแล้ว ก็ใช้ระยะเวลาพักฟื้นไม่นานสามารถเดินทางกลับบ้าน และใช้ชีวิตได้ตามปกติเลย แต่บางกรณีอาจมีอาการบวมช้ำอยู่บ้าง และเพื่อให้ผลลัพธ์หลังฉีดที่ดีที่สุด เราเลยนำข้อมูลดี ๆ ในการดูแลตัวเองหลังฉีดมาบอกกันดังนี้

  1. งดสัมผัสบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์

เมื่อทำการฉีดฟิลเลอร์เสร็จแล้ว สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ควรทำคือห้ามกด นวด รวมถึงการสัมผัสหนัก ๆ บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ เพราะฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไปจะอยู่ ณ ตำแหน่งนั้น การสัมผัสอาจทำให้ฟิลเลอร์เกิดการเคลื่อนย้ายไปมาจากบริเวณที่ฉีดได้ และในบางกรณีสำหรับคนที่ฉีดฟิลเลอร์เพื่อยกกระชับใบหน้า การนวด การทำทรีทเม้นท์ การทำสปาผิวหน้า และการทำเลเซอร์ จะส่งผลให้ผลลัพธ์ที่ต้องการไม่เป็นไปตามที่แพทย์วางแผนไว้ หรือ ไม่เกิดผลเลย และยังเสี่ยงต่อปัญหารูปหน้าด้วย หรืออย่างบางคนมีอาการระคายเคืองผิวหนังหลังฉีด เช่น รู้สึกคันบริเวณที่ฉีดจะต้องไม่เกาโดยเด็ดขาด เพราะจะยิ่งสร้างความระคายเคืองต่อผิวเพิ่มมากขึ้น ถ้าอาการคันยังไม่หาย หรือ มีความรุนแรงมากขึ้น ก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยทันที เพื่อความปลอดภัยและป้องกันผลกระทบต่อใบหน้า

  1. งดรับประทานวิตามิน หรือ อาหารเสริมบางชนิด

เป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการทานวิตามิน หรือ อาหารเสริมประเภทวิตามินอี น้ำมันปลา หรือสารสกัดสมุนไพรที่ทำให้เลือดหยุดไหลยากอย่างโสม กิงโกะ และกระเทียมเป็นต้น ไม่ว่าจะก่อน-หลังฉีดฟิลเลอร์ เนื่องจากสารจำพวกนี้จะทำปฏิกิริยาต่อร่างกาย หรือ ให้ผลข้างเคียงกับคนไข้ เสี่ยงต่อการเกิดภาวะช้ำได้ง่ายกว่าปกติ

  1. งดยาแก้ปวด ยาต้านการอักเสบ

ควรงดรับประทานยาแก้ปวด หรือยาที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างเช่น ยาแอสไพริน ยาไอบูโพรเฟน และยาลดการอักเสบบางชนิดที่ควรหลีกเลี่ยงทั้งก่อน-หลังการฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 1 อาทิตย์ เพราะว่าการฉีดฟิลเลอร์เป็นการฉีดลงไปในระดับชั้นผิวหนังที่ลึก หากพลาดโดนเส้นเลือดขณะทำการฉีด อาจส่งผลให้เลือดเกิดการหยุดไหลช้า มีภาวะฟกช้ำได้ง่ายกว่าปกติ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาดังกล่าวจะดีที่สุด

  1. ควรหลีกเลี่ยงการพบแสงแดด และความร้อน

หลังฉีดช่วง 48 ชั่วโมงแรก แพทย์จะแนะนำให้คนไข้หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดด หรือ อุณหภูมิที่มีความร้อนสูง งดทำกิจกรรมที่ต้องเจอความร้อนไม่ว่าจะเป็น การซาวน่า หรือ การกินอาหารอย่าง หมูกระทะ ปิ้งย่าง และชาบู ที่ใบหน้าต้องอยู่เผชิญกับความร้อนอยู่ตลอดเวลา ก็จะส่งผลให้ฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไป เกิดการเซทตัวได้ไม่ดี อีกทั้งผิวของเรามีความเซนซิทีฟ (Sensitive) มากกว่าปกติ จึงอาจทำให้เกิดการอักเสบได้

  1. งดใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงดูแลผิวที่มีส่วนประกอบของกรดผลไม้

ควรงดใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนประกอบของ AHA BHA และ Retinoids ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย เพราะส่วนประกอบเหล่านี้อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง และบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ได้อีกด้วย

  1. งดการถอน แว๊กซ์ หรือใช้ครีมกำจัดขน

หลังฉีดผิวหนังของเราจะมีความบอบบางและเซนซิทีฟมากกว่าปกติ การที่เราไปถอน แว๊กซ์ หรือใช้ครีมกำจัดขน ก็เหมือนเป็นการไปรบกวนผิวหนังให้มีความอักเสบ ระคายเคืองเพิ่มมากขึ้นและยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ด้วย ทางที่ดีเราควรหลีกเลี่ยงสักระยะจะดีที่สุด

  1. ควรดื่มน้ำในปริมาณที่มากขึ้น

เนื่องจากฟิลเลอร์ที่ฉีดอย่างสาร HA มีความสามารถในการอุ้มน้ำและดูดซึมได้ดี การดื่มน้ำเปล่าในปริมาณที่มากกว่าปกติ จะช่วยให้ฟิลเลอร์ที่ฉีดสู่ผิวมีความอิ่มน้ำอยู่ได้นานมากขึ้น ส่งผลให้ผิวมีความเอิบอิ่ม ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 8-10 แก้ว หรือ 2 ลิตรต่อวัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

  1. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอลฮอล์ และการสูบบุหรี่ นอกจากจะส่งผลต่อฟิลเลอร์ที่ฉีดแล้ว ยังส่งผลทางอ้อมได้ด้วย เช่น เมื่อเราดื่มก็จะมีอาการมึนเมาไม่ได้สติ อาจเผลอไปกด หรือ สัมผัสบริเวณที่ฉีดได้ อีกทั้งแอลกอฮอล์ยังทำให้เลือดในร่างกายสูบฉีด อาจมีเลือดออกบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ได้ ส่วนการสูบบุหรี่นั้นในกรณีคนที่ฉีดฟิลเลอร์ที่ปาก อาจทำให้ปากของเราได้รับผลกระทบ เกิดการผิดรูปลักษณ์ได้

จากข้อมูลที่เราเอามาบอกเล่ากันเกี่ยวกับสิ่งที่ควรทำหลังฉีด ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากเลย สามารถทำตามได้ง่าย ๆ หวังว่าทุกคนที่อ่านจะนำไปใช้และปฏิบัติตามกันนะ เพื่อผลลัพธ์ที่ดี และความสวยของเรานั่นเอง